วันจันทร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

การเมืองบนจิตอาสากับผู้นำที่ขาดสคริปแก้น้ำท่วม...







        ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า มหันตภัยครั้งนี้อาจสร้างความสูญเสียต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี) เป็นมูลค่าสุทธิ 242,200 ล้านบาทในกรณีพื้นฐาน แต่ในกรณีเลวร้ายความสูญเสียทางเศรษฐกิจโดยสุทธิอาจสูงถึง 330,800 ล้านบาท หรือคิดเป็น 2.3-3.1% ของจีดีพี โดยภาคอุตสาหกรรมได้รับความเสียหายหนักที่สุดมีมูลค่าประมาณ 171,900-234,900 ล้านบาท (หรือคิดเป็นกว่า 70% ของความเสียหายทั้งหมด) อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบสูงสุด ได้แก่ อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมยานยนต์ นอกจากนี้ยังมีความเสียหายในภาคการเกษตร มูลค่า 37,100-46,000 ล้านบาท และภาคบริการและอื่นๆ รวม 33,200-49,900 ล้านบาท
 นอกจากตัวเลขทางเศษกิจ แล้วความเสียหายที่เกิดกับชีวิตและจิตใจของประชาชนก็เป็นความเสียหายที่ต้องเยียวยา หลายๆแห่ง บ้านเรือนเสียหายและจมอยู่ใต้น้ำ ด้วยสถานการณ์น้ำท่วมอยู่ขนาดนี้เราจึงเห็นธารน้ำใจของคนไทยไหลหลั่งให้ความช่วยเหลือมาจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของ อาหารแห้ง น้ำดื่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงกายดูเหมือนมีความจำเป็นพอๆกับปัจจัยยังชีพต่างๆ  จากการสังเกตการณ์ของทีม t-news urbanites  หลายๆหน่วยงานทำหน้าที่กันอย่างเต็มที่  ที่ได้รับหมอบหมาย  เช่นทหารหน่วยต่างๆ คอยบริการช่วยเหลือเคลื่อนย้ายคนออกจากพื้นที่ และนำพาคนเข้าไปในพื้นที่ประสบภัย  โดยทางรถและเรือ ตลอดทั้งวันโดยโพลล์ของ ABAC เผยว่า ประชาชนพอใจในการทำงานของทหาร65.0 % ส่วนตำรวจ ก็ใช้เรือเจ็ตสกีคอยตรวจตาขโมย ที่จะเข้าขโมยของบ้านของผู้ประสบภัย แต่ถึงอย่างไรความช่วยเหลือก็ยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ อย่างเช่นในตามซอยลึกความช่วยเหลือจะเข้าไปยากมาก ประชาชนส่วนหนึ่งยังต้องการความช่วยเหลือ จากการสอบถามผู้ประสบภัยรายหนึ่งว่าไม่ได้ยินข่าวที่รัฐบาลประกาศให้อพยพหรือ รู้ได้ยินแต่อยากอยู่เฝ้าบ้านมากกว่า แต่เมื่ออยู่ไม่ไหวก็อยากไปอยู่ที่ศูนย์อพยพ ผู้ประสบภัยรายหนึ่งกล่าว  ส่วนภาคเอกชน หลายหน่วยงาน ได้ออกมารวมใจกันทำงานอาสาสมัครอย่างมากมายในการช่วยเหลือคนที่ประสบภัยน้ำท่วม
  
       เมื่อเกิดภัยพิบัติดังกล่าวย่อมสะท้อนว่ามันเกินขีดความสามารถที่รัฐบาล กลไกราชการจะสามารถรับมือได้ไหว ผู้ที่จะยื่นมือเข้ามาสนับสนุนและเป็นหลักพิงให้ระบบไม่ล้มเหลวก็คือ อาสาสมัคร

อาสาสมัครมือที่ปราศจากผลประโยชน์
บนความจำเป็นอย่างหนึ่งของพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม คือคนที่มีจิตอาสา คอยช่วยเหลือพีน้องที่ประสบภัยโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน  มือนี้สะอาด แต่บนเกมการเมืองมือที่สะอาดเหล่านี้กับหยิบยื่นผลประโยชน์แอบแฝงทางการเมืองกับกลุ่มคนที่มีอำนาจหรือควบคุมกลไกลในการแจกจ่ายเครื่องยังชีพให้แก่ผู้ประสบภัย โดยมีฐานเสียงตัวเองเป็นกรอบในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ดังจะเห็นได้จากข่าว มีนักการเมืองชื่อนั้นชื่อนี้ ให้การช่วยเหลือ โดยเป็นสิ่งของ ของประชาชนที่รวมกันบริจาคโดยมีอาสาสมัครช่วยในการรวมสิ่งของ  และอีกหลายๆเขตที่สิ่งของจากส่วนกลางส่งไปตามเขตต่างๆที่ประสบภัย คนที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจ จะได้รับการแจกจ่ายก่อนส่วนคนที่อยู่ไกลออกไปจะได้รับน้อยมาก พนักงานเขตชั้นผู้น้อยคนหนึ่งกล่าว อันนี้ยังไม่รวมถึงการตอบโต้ถึงผลประโยชน์ของนักการเมือง  ในฝ่ายตรงข้ามของตัวเองและพวกพ้อง ทำให้เกิดการปะทะคารมของฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน

 ประเทศไทยเราขาดผู้นำ... หรือว่าไม่มีสคริปในบทน้ำท่วมของผู้นำ
จากงานเขียนของคุณ วันชัย ตันใน หนังสือพิมพ์มติชน ที่บอกถึงการจัดการน้ำของรัฐบาล นางสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่า  คนที่กำหนดให้เส้นทางน้ำไหลไปท่วมทางใดทางหนึ่งนั้น ไม่ใช่นักวิชาการ วิศวกร หรือผู้เชี่ยวชาญทางน้ำหรอก แต่เป็นนักการเมืองล้วน ๆ  ช่วงเวลาก่อนที่กองทัพน้ำก้อนมหึมาจะมาไหลเอ่อท่วมจังหวัดภาคกลาง มีการออกกำลังภายในของนักการเมืองรุ่นใหญ่ สั่งให้กรมชลประทานผันน้ำไปในทิศทางตรงข้ามกับจังหวัดของตัวเอง เพื่อไม่ให้น้ำไหลเข้าท่วมที่นาของชาวบ้านเขตฐานเสียงของตัวเอง  เพราะยังเกี่ยวข้าวไม่เสร็จ โดยไม่ได้สนใจองค์ความรู้เรื่องการจัดการแก้ปัญหาน้ำท่วมโดยภาพรวมเลย ตอนนั้นเราจึงได้เห็นน้ำท่วมที่นาหลายจังหวัด บางจังหวัดท่วมพอเป็นพิธี แต่พอเกี่ยวข้าวเสร็จ ปริมาณน้ำมหาศาลก็ไหลท่วมจังหวัดเหล่านี้โดยเท่าเทียมกัน เพราะสุดท้ายแล้วแนวกั้นน้ำเหล่านี้ที่สร้างอย่างไม่ถูกหลักวิชา ก็พ่ายแพ้ต่อแรงดันมหาศาลของกองทัพน้ำที่หลั่งไหลไปสู่พื้นที่ต่ำ
     ดังนั้นการจัดการปัญหาอุทกภัยที่เรากำลังเผชิญทุกวันนี้ เป็นเรื่องของความเข้าใจ เป็นเรื่องของการใช้ความรู้และข้อมูลที่ถูกต้องบวกกับความสามารถในการบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ แต่ทุกวันนี้ภาพที่ปรากฎทางหน้าจอทีวี ตอนรายงานข่าวถึงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย หรือ ศปภ. รอบข้างคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของเรา แทนที่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญ วิศวกรทางน้ำคอยให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด กลับท่วมท้นไปด้วยหน้าตาบรรดานักการเมืองฝ่ายรัฐบาล ชูหน้ากันสลอน แทบไม่มีใครมีความรู้ความชำนาญแก้ปัญหาภัยพิบัติที่คนไทยต้องเผชิญอยู่เลย

    กองทัพน้ำตั้งแต่นครสวรรค์ ชัยนาท อ่างทอง สิงห์บุรี อยุธยา ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา นนทบุรี จึงตีด่านกั้นน้ำทุกด่านแตกกระจุย รัฐบาลใช้คนผิดในการแก้ปัญหาอันสลับซับซ้อน การประเมินสถานการณ์ของรัฐบาลจึงผิดพลาดมาโดยตลอด บ่อยครั้งที่เราจึงมักจะได้ยินเสียงใส ๆ ว่า “ ขอแสดงความเสียใจหลายครั้งที่กรมชลประทาน หน่วยงานที่มีความรู้ความชำนาญในการจัดการน้ำมากที่สุดของประเทศ ได้แนะนำแนวทางในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมแก่รัฐบาล ไม่ว่าจะการปิดประตูน้ำตรงคลองนี้ เปิดประตูน้ำตรงคลองนี้ เพื่อระบายน้ำจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่ง ยอมปล่อยให้บริเวณนี้ท่วม เพื่อรักษาอีกบริเวณหนึ่ง โดยพิจารณาจากความสำคัญของพื้นที่ และรัฐบาลต้องจ่ายค่าชดเชยให้กับพื้นที่ที่ยอมเสียสละอย่างเต็มที่แต่สุดท้ายรัฐบาลก็ไม่กล้าตัดสินใจอะไร เพราะกลัวจะกระทบฐานเสียงของสส.ในสังกัด คนนั้นหรือคนนี้ จนสุดท้ายน้ำก็เอ่อล้นท่วมนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่ง ค่าเสียหายทวีความรุนแรงหลายแสนล้านอย่างน่าอดสู เพราะการไม่กล้าตัดสินใจของรัฐบาล
 สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่องความทุกข์ ความเสียสละ และการให้โอกาสรัฐบาลทำงานแก้ปัญหาภัยพิบัติน้ำท่วม กรณีศึกษาประชาชนในเขตกรุงเทพฯ จำนวน 1,457 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 28-29 ต.ค.ที่ผ่านมา พบว่าส่วนใหญ่หรือร้อยละ 77.4 รู้สึกเบื่อหน่าย เครียดและวิตกกังวล เป็นความทุกข์ยากที่เกิดขึ้นในช่วงภัยพิบัติน้ำท่วม ขณะที่ร้อยละ 76.9 ระบุว่า ไม่สะดวกในการเดินทาง ร้อยละ 66.8 ไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ร้อยละ 58.5 อาหาร น้ำสะอาด ยารักษาโรคมีไม่เพียงพอ และร้อยละ 38.9 กำลังขาดรายได้

นอกจากนี้ ร้อยละ 74.9 ระบุว่า ความช่วยเหลือของรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐต่อประชาชนผู้ประสบภัยไม่ทั่วถึง อย่างไรก็ตามร้อยละ 61.9 ยังให้โอกาสน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แก้ปัญหาภัยพิบัติน้ำท่วมต่อไป แต่สิ่งที่ต้องการให้นายกฯสั่งการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมอย่างเร่งด่วน พบว่า ร้อยละ 73.3 ปรับปรุงการทำงานของตำรวจ ไฟฟ้า น้ำประปา เป็นการเร่งด่วน ร้อยละ 70.2 ช่วยเหลือให้ทั่วถึง ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ช่วยเฉพาะกลุ่มหัวคะแนนของตน ร้อยละ 68.4 แก้ปัญหาสินค้าราคาแพง ขาดตลาด ร้อยละ 65.0 ติดตามจับกุมมิจฉาชีพ คนร้ายลักทรัพย์ประชาชนผู้ประสบภัยพิบัติให้ได้ ร้อยละ 61.5 เรียกร้องให้ปรับปรุงการทำงานของศูนย์ Hot Line ให้ความช่วยเหลือประชาชนด้านต่างๆ ร้อยละ 58.1 ลงพื้นที่เข้าถึงชาวบ้าน และร้อยละ 52.4 แก้ปัญหาขาดรายได้ การประกอบอาชีพของประชาชน ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม สิ่งดีๆ ที่ประชาชนพบเห็นในภัยพิบัติน้ำท่วมครั้งนี้ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 89.4 ระบุความช่วยเหลือเกื้อกูล ความมีน้ำใจของคนในชาติ รองลงมาคือร้อยละ 76.3 ความเสียสละ ร้อยละ 73.5 ความอดทน ร้อยละ 70.9 ความสามัคคี และร้อยละ 69.5 ความรักและการแบ่งปัน ตามลำดับ นอกจากนี้ประชาชนร้อยละ 40.6 เริ่มมีความเชื่อมั่นต่อการแก้ปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาลและกรุงเทพมหานคร ร้อยละ 22.8 เชื่อมั่น ร้อยละ 23.9 ไม่ค่อยเชื่อมั่น และร้อยละ 12.7 ไม่เชื่อมั่น ตามลำดับ







.
น้ำท่วมครั้งนี้เราเห็นน้ำใจการคนไทยที่คอยช่วยเหลือคนที่ประสบภัยอย่างมากมาบ... น้ำท่วมครั้งนี้เราเห็นผลประโยชน์แอบแฝงของนักการเมืองบางคน...  น้ำท่วมครั้งนี้ เราเห็นความสับสนในการสื่อสารระหว่างรัฐบาล กับภาคประชาชน ....น้ำท่วมครั้งนี้เราเห็น รอยยิ้มของคนที่ได้ผลประโยชน์และคราบน้ำตาของคนที่กำลังเดือดร้อน....น้ำท่วมครั้งนี้สอนบทเรียนอะไรบ้างกับคนไทย...น้ำท่วมครั้งนี้เป็นบทเรียนราคาแพงของประเทศไทย เราคนไทยได้อะไรจากบทเรียนนี้......

สองนาทีกับชาติ กอบจิตติ



                            สองนาทีกับ ชาติ กอบจิตติ


หลายวันก่อนได้เจอกับนักเขียนรุ่นใหญ่อย่าง ชาติกอบจิตติ ผมรู้จักพี่ชาติผ่านงานวรรณกรรมในหลายๆเล่ม ทุกครั้งที่ผ่านแผงหนังสือถ้าเห็นชื่อ ของชาติ กรอบจิตติเป็นจะต้องเปิดอ่านหรือชำเลืองดูไม่มากก็น้อยแล้วแต่ตามโอกาสที่จะอำนวย และบ่อยครั้งต้องควักเงินซื้องานเขียนของนักเขียนอย่างชาติ เพียงเหตุผลเพราะ ชอบ และอยากตามดูการเดินทางของตัวอักษร ผ่านงานเขียนที่สะท้องสังคมอีกด้านที่เข็มข้นของชีวิต อย่างที่คุณ เสนีย์ เสาวาพงศ์ เขียนถึงชาติว่า สุนทรียภาพตามความเป็นจริงที่เปล่าเปลีอย เขาวางตัวเป็นผู้แสดงความจริงทางสังคมให้ปรากฏ แล้วก็หยุดอยู่ตรงนั้น จึงดูเหมือนกับว่าเขาเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์เท่านั้น  ผมมีเวลาบนหน้ากระดาษไม่มากที่จะทำความรู้จักกับชายคนนี้ ผ่านบทสนทนา ถึงตัวตนและวิธีคิด  แต่อย่างน้อยผมก็มีสองนาทีกับชาติกอบจิตติ
ช่วยupdate ผลงานหน่อยครับ
ก็กำลังเขียนนิยายอยู่แต่ยังอีกนานกว่าจะเสร็จ แล้วก็มีเขียนให้Writerอยู่ ส่วนนิยายที่เขียนอยู่ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะเสร็จ
มุมมองของคุณชาติที่กรุงเทพจะเป็นเมืองหนังสือโลกเป็นอย่างไรบ้าง
มันก็ต้องมาดูตัวเรา มันสำคัญหรือเปล่ากับการจะเป็นเมืองหนังสือโลก ถ้าคนในบ้านเราไม่อ่านหนังสือมันก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก ถึงเราไม่เป็นก็ได้แต่ถ้าคนอ่านเราเยอะคนอ่านหนังสือมากกว่าปัจจุบันก็ยังดีกว่า ดีกว่าเราเป็นแล้วไม่มีคนอ่านหนังสือมันเป็นแบบหลอกๆ
แล้วที่เคยบอกว่างานหนังสือที่จัดขึ้นมาจะทำลายร้านขายหนังสือเล็กๆ
เดียวนี้ร้านเล็กๆก็ไม่ค่อยมีแล้ว เราก็เพียงแต่ได้บอกเท่านั้นเอง ของข้างหน้าจะให้ทำเราก็ไม่มีอำนาจไม่มีกำลังทำ เดียวนี้ร้านเล็กๆก็คงจะไปกันเกือบๆเกลี้ยงแล้ว
งานเขียนที่เขียนมาคิดว่าถึงจุดสูงสุดหรือยัง
มันไม่ใช่ถึงจุดสูงสุด คือมันยังทำได้อีก ทำได้เรื่อยๆยังมีโอกาสก็ยังทำอยู่  แต่พออายุมันมากขึ้นมันก็เฉื่อยลงแรงเร้ามันก็น้อยลง มีอย่างอื่นที่ทำแล้วมันสนุก... ตอนนี้ก็ทำไร่ปลูกข้าวอะไรไปเรื่อยๆ
อุดมคติในชีวิตวางไว้อย่างไรบ้าง
มันก็ไม่เชิงอุดมคติหรอก เราก็อยู่ได้พึ่งตัวเองได้ แล้วถ้าไปช่วยคนอื่นได้เราก็ช่วยไป แล้วก็ไม่พยายามสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นเค้า ที่เหลือจะกินเหล้าเมายาอะไรมันก็เรื่องของเรา ....


วันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2554

upluz



 ทีมงาน นิตยสาร upluz ปิดตัวไปแล้ว

โดย adam


ฉัน/เธอ/upluz/เจ้านาย/เพื่อน/อยู่ร่วมกัน/ทำงาน/พูดคุย/เสียงหัวเราะ/คำตำนิ/บทเรียน/ฉัน/เธอ/ทำงาน/คิด/เขียน/ถ่ายรูป/จัดอาตร์/พิมพ์/คนอ่าน/ฉัน/เธอ/เจ้านาย/ดีใจ/เสียใจ/เศร้า/ร่าเริง/อยู่ร่วมกัน/35/เล่ม/ผ่านมา/ปิดตัว/ฉัน/เธอ/เจ้านาย/เพื่อน/อดีด/ความทรงจำ/upluz/ในใจเรา/

วันศุกร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2554

คมความคิดจากหนังสือ... MAN’S SEARCH for meaning: มนุษย์ ความหมาย และค่ายกักกัน


                                  คมความคิดจากหนังสือ...
                                                            MAN’S SEARCH for meaning:
                                                             มนุษย์ ความหมาย และค่ายกักกัน
โดย adam
                                                                                    วิตเตอร์ อี แฟรงเกิล เขียน
                                                                                        อรทัย เทพวิจิตร แปล

คำพูดของปราชญ์นิตช์เชมีว่า “บุคคลผู้ซึ่งมีเหตุผลจะมีชีวิตอยู่ย่อมสามารถอดทนต่อสภาพที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะมาในรูปแบบใดได้เกือบทุกอย่าง”
                ...สิ่งที่เราคาดหวังจากชีวิตนั้นไม่ได้สลักสำคัญอะไรนักหรอกแต่สิ่งที่ชีวิตคาดหวังจากเราต่างหากที่สำคัญอย่างแท้จริง...
            เราควรจะเลิกถามถึงความหมายแห่งชีวิตซะที  เราควรจะเปลี่ยนมาคิดถึงตัวเราว่าเป็นคนที่ชีวิตตั้งคำถามถึงความหมายอยู่ทุกชั่วโมง...ทุกวัน และคำตอบของเราจะต้องประกอบด้วยการกระทำชอบ การประพฤติปฏิบัติตนชอบ มิใช่เป็นเพียงการพูดและอยู่แค่ในความคิดเท่านั้น
                ความหมายอันสูงสุดของชีวิตหมายถึงการรับผิดชอบพร้อมจะเสาะแสวงหาคำตอบที่ถูกต้องสำหรับปัญหาต่างๆ และทำงานที่ชีวิตจะหยิบยื่นให้แก่แต่ละบุคคลตลอดเวลาให้ประสบความสำเร็จ
                ภารกิจเหล่านี้ซึ่งก็คือความหมายแห่งชีวิตของคนๆหนึ่งจะแตกต่างจากอีกคนๆหนึ่ง ในช่วงเวลาหนึ่งก็จะต่างกับอีกช่วงเวลา จึงไม่สามารถนิยามความหมายแห่งชีวิตในลักษณะกว้างๆได้ คำตอบรวมๆไม่สามารถตอบคำถามเกี่ยวกับความหมายของชีวิตแต่ละคนได้
                “ชีวิต” มิได้หมายถึงสิ่งที่คลุมเครือ แต่เป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมมีตัวตนจริง ดังเช่นที่ภารกิจของชีวิตเป็นรูปธรรมและเป็นจริงอย่างมากภารกิจเหล่านี้เป็นตัวกำหนดรูปแบบชะตากรรมของมนุษย์ ซึ่งมีลักษณะแตกต่างและเป็นเอกลักษณ์ตามแต่ละบุคคล
            คนๆหนึ่งและชะตากรรมหนึ่งๆไม่สามารถนำไปเปรียบเทียบกับคนอีกคน หรือชะตากรรมของคนอื่นๆได้ ไม่เคยมีสถานการณ์ใดเกิดขึ้นซ้ำรอย แต่ละสถานการณ์ย่อมต้องการการตอบสนองที่แตกต่างกันออกไป
                บางครั้งบางคราวสถานการณ์ที่ทำให้มนุษย์คนหนึ่งได้ค้นพบตัวเองอาจต้องให้คนๆนั้นกำหนดรูปแบบชะตากรรมของตนเองด้วยการกระทำแต่ในอีกห้วงเวลาหนึ่ง การที่คนๆเดิมใช้ประโยชน์จากการใคร่ครวญพิจารณาประสบการณ์ เพื่อจะเล็งเห็นคุณค่าความหมายของชีวิตย่อมถือเป็นข้อได้เปรียบกว่า

IDM โปรแกรมช่วยดาวน์โหลดไฟล์ให้เร็วขึ้น + Crack ใช้ได้ 100%

http://www.mediafire.com/?ydzaz4qkyyz

วันพฤหัสบดีที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2554

see: ครอบครัวสถาบันสร้างชาติ...



ครอบครัวสถาบันสร้างชาติ...


โดย adam



ประธานาธิบดีโฮจิมินห์เคยกล่าวว่า...ปลูกต้นไม้ใช้เวลา10 ปี...ปลูกคนต้องใช้เวลาถึง100ปี... ถ้าถามว่าสถาบันใดที่จะสร้างคนได้ดีที่สุด คำตอบที่ได้ส่วนใหญ่จะบอกว่าสถาบันครอบครัว แล้วถ้าถามลึกลงไปอีกว่า...สถาบันครอบครัวแบบไหนที่จะสร้างคนให้มีคุณภาพมากที่สุดและต้องมีปัจจัยอะไรหรือมิติไหนที่จะผลิตเยาวชนออกมาสู่สังคมได้ดี ถ้าจะมีสิ่งชี้วัดในการกำหนดค่าของคนที่มีคุณภาพสิ่งไหนจะเป็นตัวกำหนด... ความจนหรือความรวยที่เป็นตัวกำหนดในการสร้างคนให้มีวินัย หรือว่าสภาพแวดล้อมเป็นตัวกำหนด หรือว่าการศึกษา หรือว่าต้องมียีนพันธุกรรมที่ดีของคนจึงจะช่วยให้สังคมดีได้  หรืออะไร....มันเป็นคำถามอีกหลายร้อยประโยคที่อยากถามและกำลังรอคำตอบ...
ถ้าใช้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมเป็นตัวชี้วัดคุณภาพคน วันนี้เราเห็นอะไรที่เกิดขึ้นในสังคมบ้าง.. ความวุ่นวายเกิดขึ้น การไร้ระเบียบวินัยของสังคม เด็กไม่เคารพผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ไม่เมตตาเด็ก การเห็นแก่ตัวเองมากกว่าการเห็นแก่ส่วนรวม การขาดความอดทนของคนรุ่นใหม่ คนที่มีอำนาจใช้อำนาจไปในทาง ที่ตัวเองและพวกพ้องได้รับประโยชน์ ฯลฯ 
ในส่วนที่ดีของคนสังคมก็มี แต่นับวันจะเริ่มจางหายจากจิตใจของคนไปที่ละน้อย ในสังคมเมืองที่ผู้คนส่วนใหญ่วัดกันที่ตัวเลขทางเศรษฐกิจและจำนวนธนบัตรที่มากหรือน้อยกว่าในกระเป๋าของผู้คน ...
ครอบครัวในยุคปัจจุบันต้องเผชิญกับภาวะการเปลี่ยนแปลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในสังคมเมือง ปัจจัยแวดล้อม  โดยเฉพาะสภาพเศรษฐกิจ สังคม  และสิ่งแวดล้อมต่างๆ ซึ่งเปลี่ยนแปลงตามกระแสโลกาภิวัฒน์  และความก้าวหน้าของเทคโนโลยี่สมัยใหม่ทำให้ มีผลกระทบต่อแบบแผนในการดำเนินชีวิตของครอบครัว  จะเห็นได้ว่าครอบครัวคนไทยมีลักษณะหลากหลายยิ่งขึ้น   และสมาชิกในครอบครัวมีวิถีชีวิตที่แตกต่างไปจากเดิม การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นยังส่งผลให้เกิดความสั่นคลอนของสถาบันครอบครัว การหย่าร้างมีตัวเลขเพิ่มขึ้น ทั่วประเทศมีการหย่าร้างนับแสนคู่ ในปี 53  ความสัมพันธ์ ระหว่างสมาชิกภายในครอบครัว เวลาที่อยู่ด้วยกันน้อยลงช่องวางต่างๆเริ่มมีมากตามความจำเป็นในพื้นฐานของแต่ละครอบครัวและโครงสร้างทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของสังคมและประเทศชาติถ้าสถาบันครอบครัวไม่ได้มีกลไกลที่ดีในกาผลิตเยาวชนที่มีคุณภาพออกสู่สังคม
ความยากจน เป็นกลไกลหนึ่งที่ทำให้ระบบครอบครัวจำนวนมากประสบปัญหาความ เดือดร้อนด้านเศรษฐกิจ ทำให้เกิดช่องวางมากมายระหว่างคนจนและคนรวย การแพร่ระบาดของยาเสพติดพบมากในกลุ่มวัยรุ่นอายุ 15 - 24 ปี ทั้งหญิงและชาย  สาเหตุของปัญหาส่วนใหญ่มาจากครอบครัวเป็นปัจจัยสำคัญ บิดามารดาหย่าร้าง เด็กขาดความอบอุ่น ได้รับการเลี้ยงดูแบบอิสระปล่อยตามสบาย ทำให้ขาดที่พึ่ง หรือการชี้แนะให้คำปรึกษาที่ดีสมเหตุสมผล  ทำให้ขาดการควบคุมตนเอง ไม่รู้ทิศทางในการดำเนินชีวิต  และเพื่อนมีส่วนสำคัญที่ชักจูงให้เริ่มใช้ยาเสพติดบวกกับ ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว การกระทำรุนแรงต่อเด็กและสตรีในครอบครัว มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในทุกปี สัมพันธภาพภายในครอบครัวเสื่อมถอยลง พ่อ-แม่-ลูก ไม่ได้ทำบทบาทหน้าที่ของตนเต็มที่ ละเลยการอบรมปลูกฝังจริยธรรม คุณธรรม ค่านิยม เด็กถูกทอดทิ้ง  ไม่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูเพื่อให้มีพัฒนาการเหมาะสมตามวัย ขาดความรักความเอาใจใส่จากพ่อแม่ ถูกปล่อยปละละเลย ปฏิสัมพันธ์ของครอบครัวที่มีต่อชุมชนและสังคมมีแนวโน้มลดลง โดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่มีลักษณะต่างคนต่างอยู่มากขึ้น จึงเป็นแนวโน้มที่น่าเป็นห่วง  เพราะการที่สมาชิกในสังคมไม่ได้สังสรรค์ร่วมมือกัน  โอกาสที่จะสร้างพลังในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติจะเป็นไปด้วยความยากลำบากมากขึ้น
รศ.นพ.วิชัย  เอกพลากร คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี นักวิจัยโครงการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย เครือข่ายการวิจัย สำนักงานวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กล่าวว่า  จากการสำรวจสุขภาพเด็กในด้านอารมณ์ จิตใจ สังคม และจริยธรรม  โดยการสอบถามตัวอย่างเด็กและผู้ปกครองเกี่ยวกับพฤติกรรมด้านต่างๆ ในกลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กอายุ 1-14 ปี จำนวนเกือบ 1 หมื่นราย โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม  คือ 1 กลุ่มวัย 1-5 ปี  2 กลุ่มวัย 6-9 ปี และกลุ่มที่ 3 วัย 10-14 ปี  พบว่า เด็กอายุ 1-5 ปียังมีปัญหาเรื่องการทำตัวไม่อยู่ในกติกาและไม่อยู่ในวินัย วัย 6-9 ปี ไม่มีการควบคุมอารมณ์ สมาธิและไร้เมตตา ขณะที่เด็กวัย 10-14 ขาดการวิเคราะห์และหากมีโอกาสโกงก็พร้อมจะโกงได้ ประเด็นดังกล่าวน่าห่วงมาก   โดยเด็กยอมรับว่า รับได้กับการไม่เคารพกติกา เช่น เล่นขี้โกงเมื่อมีโอกาสและ ลอกข้อสอบถ้าจำเป็น
                ด้าน รศ.พญ.ลัดดา  เหมาะสุวรรณ นักวิจัยโครงการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย เครือข่ายการวิจัย สวรส. กล่าวเพิ่มเติมว่า ข้อมูลชี้ให้เห็นว่า ควรให้น้ำหนักต่อการพัฒนาเด็กในด้านวุฒิภาวะด้านอารมณ์ จิตใจ สังคม และจริยธรรมควบคู่ไปกับการพัฒนาด้านอื่นๆ  ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญในการดำรงชีวิตของบุคคลและเป็นปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จในชีวิตยิ่งไปกว่าปัจจัยด้านความฉลาดทางสติปัญญา ซึ่งการศึกษาวิจัยระยะยาวในต่างประเทศ บ่งบอกว่า ระดับเชาวน์ปัญญาหรือ IQ มีผลต่อความสำเร็จในชีวิตเพียงร้อยละ 20  ในขณะที่พัฒนาการด้านอารมณ์และสังคมร่วมกับพัฒนาการด้านสติปัญญาที่สมวัยในวัยต้นของชีวิตเป็นรากฐานที่สำคัญของพัฒนาการด้านภาษา ด้านสติปัญญา และด้านจริยธรรมในขั้นต่อๆ ไป และจากศึกษาติดตามระยะยาวจากเด็กจนเป็นผู้ใหญ่ พบว่า ระดับเชาวน์ปัญญาในวัยเด็กมีความสัมพันธ์กับความสำเร็จในชีวิตการงานและระดับเงินเดือนค่อนข้างน้อย ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ ควบคุมความขัดแย้งและการเข้ากับคนอื่นได้ง่ายกลับมีส่วนทำให้ประสบความสำเร็จในชีวิตมากขึ้น
ครอบครัวอบอุ่น คือครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ การ มีครอบครัวที่อบอุ่นทำให้เราดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข คนที่มีครอบครัวอบอุ่นย่อมมีความได้เปรียบ เพราะสามารถ ทำหน้าที่ได้เหมาะสม และทำให้สมาชิกในครอบครัวมีสุขภาพจิตดีไปด้วยความผูกพันเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ครอบครัวอบอุ่นครอบครัวจะมีแรงผลักดันอยู่ ๒ แรงที่ต่อสู้กันอยู่เสมอคือ แรงที่ดึงสมาชิกให้เข้าหากัน เป็นอันหนึ่งอันเดียว กัน ทั้งความคิด ความรู้สึก การกระทำ และแรงผลักดันที่ทำให้สมาชิกอยู่ห่างออกจากกัน เพื่อใช้ชีวิตอย่างอิสระและเป็นตัวของตัวเอง
ครอบครัวที่ผูกพันแน่นแฟ้นเกินไป ต้องทำทุกอย่างที่พ่อและแม่ต้องการ ผลของความผูกพันที่มากเกินไปนั้น จะทำให้สมาชิกในครอบครัวไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้โดยเด็กจะพึ่งพ่อแม่โดยตลอดเวลา เด็กจะคิดไม่เป็นไม่รู้จักโตขาดภาวะผู้นำเมื่อโตขึ้น และการถูกตามใจมากเกินไปทำให้เด็กไม่รู้จักการควบคุมอารมณ์ตัวเองได้เมื่อโตขึ้น
ครอบครัวที่เหินห่างทางอารมณ์ สำหรับครอบครัวที่ผูกพันระหว่างกันน้อย แม้สมาชิก ในครอบครัวจะมีอิสระมาก ก็จะเป็นความอิสระที่ไม่สมบูรณ์ เพราะขาดความรู้สึกที่พึ่งพิงกันในยามจำเป็น การที่ต่างคนต่างอยู่จะทำให้ไม่สามารถร่วมทำภารกิจที่สำคัญให้สำเร็จได้ เช่น ครอบครัวที่พ่อกับแม่ไม่มีความผูกพันใกล้ชิดกัน ย่อมไม่สามารถร่วมมือกันปกครองลูกได้
ความผูกพันทางอารมณ์ที่เหมาะสมที่สุดคือ ความผูกพันระดับกลาง เพราะคนในครอบครัวจะมีความเป็น อิสระ แต่ยังคงความผูกพันกับครอบครัวเดิมอยู่ ทั้งนี้ การจะมีครอบครัวที่อบอุ่นได้นั้น ครอบครัวจะต้องสร้างความสมดุลระหว่างความเป็นอิสระและความผูกพันกับครอบครัวอย่างเหมาะสม
ผู้นำในครอบครัวบทบาทผู้สร้างความอบอุ่นในครอบครัว ทุกครอบครัวต่างต้องมีผู้นำในการตัดสินใจและแก้ไขปัญหาต่างๆได้ แต่ความเป็นผู้นำไม่ควรถูกจำกัดให้อยู่กับ คนใดคนหนึ่ง เช่น พ่อไม่ควรเป็นผู้นำคนเดียว หรือ แม่ไม่ควรเป็นผู้นำคนเดียว เพราะหากครอบครัวต้องตกอยู่ในภาวะความตึงเครียด ผู้เป็นพ่อและแม่ต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และร่วมกันเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน จากการศึกษา พบว่า วัยรุ่นในครอบครัวที่พ่อเป็นผู้นำในแบบประชาธิปไตย จะมีความมั่นคงทางอารมณ์มากกว่าวัยรุ่นที่มาจากครอบครัวที่พ่อหรือแม่มีอำนาจเพียงคนเดียวดังนั้น หากต้องการมีครอบครัวที่อบอุ่น สมาชิกแต่ละคนในครอบครัวจะต้องมีบทบาทความเป็นผู้นำในวาระที่แตกต่างกันออกไป เช่น แม่จะเป็นผู้นำและเป็น ผู้ตัดสินใจเกี่ยวกับการดูแลครอบครัวและการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น เรื่องอาหารการกินในบ้าน ส่วนพ่อจะเป็นผู้นำในเรื่องที่สำคัญ เช่น เรื่องภายนอกบ้าน และสมาชิก ในบ้านควรมีส่วนในการสนับสนุนความคิดของผู้นำในครอบครัว
ศ.พญ.นงพงา ลิ้มสุวรรณเขียนไว้ในหนังสือ เลี้ยงลูกถูกวิธี ชีวีเป็นสุข ว่าคุณสมบัติที่ควรปลูกฝังให้กับเด็กคือการมีอารมณ์ร่าเริง แจ่มใส มีความรักตัวเองและคนอื่นได้ รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าสามารถพึ่งตนเองได้ มีความรับผิดชอบสามารถแสดงออก ไม่เก็บกดมีความมั่นใจในตนเองมีค่านิยมที่ถูกต้องมีจิตใจมั่นคงมีความคิดสร้างสรรค์มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี มีความยืดหยุ่น ปรับตัวได้ดีสามารถแก้ปัญหาเป็น มีอารมณ์ขัน อยากมีส่วนช่วยเหลือสังคม มีความเป็นผู้นำ รู้สึกอยากเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เช่น รักการอ่าน รู้จักคิดแยกแยะเรื่องต่างๆคิดไตร่ตรองเป็น ไม่ใช่จดจำเพียงอย่างเดียวรู้จักรักษาสิทธิของตนดูคนเป็น รู้เท่าทันคนสามารถเข้าถึงจิตใจผู้อื่น  (เข้าใจ เห็นใจผู้อื่น)ใจกว้าง สามารถรับฟังคำติชมมีความสนใจในกีฬา ดนตรี ศิลปวัฒนธรรม
ช่วงนี้อยู่ในช่วงปิดเทอมเด็กหลายคนไม่ต้องไปโรงเรียน การเรียนในห้องเรียนอาจหยุดลงชั่วคราว แต่การเรียนด้านชีวิตของลูกน้อยไม่ได้หยุด  ลูกจะศึกษาพฤติกรรมของพ่อแม่ ไม่ว่าพฤติกรรมนั้นจะเป็นอย่างไร พ่อแม่คือบทเรียนแรกและสำคัญที่สุดของลูกในการเลียนแบบ   แม่พิมพ์ชีวิตถูกออกแบบโดยพ่อแม่  ครอบครัวเป็นการเติมเต็มชีวิตให้สมบูรณ์ และคนที่ถูกผลิตจากครอบครัวเป็นการเติมเต็มสังคมให้สมบูรณ์ และหลายๆสังคมที่ถูกผลิตเป็นการเติมเต็มให้กับประเทศชาติสมบูรณ์

คมความคิดจากหนังสือนั่งรถไฟไปตู้เย็น

คมความคิดจากหนังสือนั่งรถไฟไปตู้เย็น
สำนักพิมพ์ a bookโดย นิ้วกลม
โดย adam


คนเรามักจะเลือกมองโลกและคัดสรรสิ่งที่อยากบันทึกเสมอ เมื่อเราเล็งกล้องส่องไปที่ทิวทัศน์ เราจะขยับจนพอใจว่าได้ “กรอบ”ของภาพที่สวยที่สุดแล้วกดปุ่มเก็บมันกลับบ้าน เวลาเก็บความรู้สึกหรือความคิดก็เป็นเช่นกัน ยามที่เราเขียนสิ่งต่างๆระหว่างทางลงไปเรามักจะเก็บสิ่งที่เราชื่นชมหรือชื่นชอบและความรู้สึกดีๆกลับบ้านไปพร้อมสมุดบันทึกเล่มนั้น
สำหรับผมแล้วสมุดบันทึกคือตัวเราอีกคนหนึ่ง เพียงแค่มันเป็นฝ่ายฟัง ฟังเงียบๆ ให้เราได้พูดคุยกับตัวเอง ไม่ว่าเรื่องร้ายหรือดี เมื่อเราคุยกับมันเราจะกล้าพูดทุกสิ่งทุกอย่างที่คิดและรู้สึก เพราะเราย่อมไว้ใจตัวเองและไม่อายที่จะแสดงความอ่อนแอให้ตัวเองเห็น
สมุดบันทึกยามเดินทางมักจะเก็บสิ่งสวยงามกลับบ้านแต่สมุดบันทึกประจำวันอาจมีเรื่องมากมายปะปนกันไปทั้งร้ายดี เพราะขึ้นชื่อว่า ”ประจำวัน” ย่อมมีทั้งดีและร้าย แต่ถึงอย่างไร สมุดบันทึกมักจะส่งผลกระทบจิตใจของเราเสมอทุกครั้งที่หวนกลับมาอ่านมันอีกครั้งเมื่อเวลาผ่าน ยิ่งยาวนานมันมันยิ่งแสดงความจริงให้เห็น
เป็นความจริงสองสิ่งที่จริงแท้อย่างยิ่ง
หนึ่ง คือไม่ว่าเรื่องดีหรือร้าย สุดท้ายเราก็ผ่านมันมาได้ กระทั่งถึงวันนี้ สุดท้ายมันก็ไม่ได้อยู่กับเราตลอดไป
ความรู้สึกที่สองเมื่อเรากลับไปอ่านบันทึกวันเก่าๆมันบอกกับเราเสมอว่า อย่าไปคาดหวังให้ใครหรืออะไรเป็นอย่างนั้นเสมอไป เพราะกระทั่งตัวเราเองในวันนั้นที่เคยบันทึกเก็บไว้กับวันที่หายใจอยู่ก็ยังเปลี่ยนไปมากมาย
ผมว่าชีวิตมีส่วนคล้ายกับรถไฟ เราได้แต่เคลื่อนที่ไปข้างหน้ามีสิ่งสวยงามผ่านเข้ามาแต่เราหยุดมันไว้ไม่ได้ แต่อย่างน้อยเราก็ได้เห็นได้สัมผัสมัน กระทั่งได้บันทึกเก็บไว้ในใจ
บางครั้งผมจึงคิดว่า ชีวิตเป็นการบันทึกเรื่องราวดีๆ เพื่อที่จะกลับมาอ่านตอนที่เราผ่านมันไปแล้ว....

รองเง็งศิลปะเต้นรำพื้นเมืองของไทยมุสลิม
โดย adam




รองเง็ง หรือรองแง๊ง เป็นศิลปะเต้นรำพื้นเมืองของไทยมุสลิม มีความสวยงามทั้งลีลาการเคลื่อนไหวของเท้า มือ ลำตัว และการแต่งกายคู่ชายหญิง การเต้นรองเง็งมีมาในสมัยโบราณ เป็นที่นิยมในบ้านขุนนางหรือเจ้าเมืองใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่น ที่บ้านรายายะหริ่ง หรือพระพิพิธเสนามาตย์ฯ เจ้าเมืองยะหริ่งสมัยก่อนการเปลี่ยนเแปลงการปกครอง (พ.ศ.2439 - 2449) มีหญิงสาวซึ่งเป็นข้าทาสบริพาร ฝึกรองเง็งเพื่อไว้ต้นรับแขกเหรื่อในงานรื่นเริง หรืองานพิธีต่าง ๆ
รองเง็งระยะแรก ๆ นิยมกันเพียงวงแคบ ๆ  ต่อมาได้แพร่หลายสู่ชาวบ้าน โดยอาศัยการแสดงมะโย่ง มะโย่งแสดงเป็นเรื่องและมีการพักครั้งละ 10-15 นาที ระหว่างที่พักนั้นจะสลับฉากด้วยรองเง็ง เมื่อดนตรีขึ้นเพลงรองเง็ง ฝ่ายหญิงที่แสดงมะโย่ง จะลุกขึ้นเต้นจับคู่กันเอง เพื่อให้เกิดความสนุกสนานยิ่งขึ้น จึงเชิญชายผู้ชมเข้าร่วมวงด้วย ในที่สุดรองเง็ง จึงเป็นการเต้นรำที่ถูกอกถูกใจชาวบ้าน  
ผู้เต้นรองเง็งส่วนใหญ่แต่งกายแบบพื้นเมือง ผู้ชายสวมหมวกไม่มีปีกสีดำ บางทีศรีษะสวมชะตางัน หรือโพกผ้า นุ่งกางเกงขายาว คล้ายกางเกงจีน แล้วใช้โสร่งแคบ ๆ ยาวเหนือเข่า สวมทับกางเกงเรียกว่าผ้าลิลินัง ส่วนผู้หญิงสวมเสื้อแขนกระบอก เรียกเสื้อบันดัง ลักษณะเสื้อแบบเข้ารูปปิดสะโพก ผ่าอกตลอด นอกจากนั้นยังมีผ้าคลุมไหล่บาง ๆ สีตัดกับสีเสื้อที่สวม เพลงจังหวะรองเง็งมีผู้รู้จักและนิยมเต้นได้แก่ เพลงตารีกาโรง เพลงบุหงารำไป ดนตรีจะหยุดเมื่อมีการร้องหรือขับ ทำนองเดียวกับการร้องลำตัดหรือเพลงฉ่อย

วันพุธที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2554

บทบาทสื่อ...... ทีสังคมต้องการ


บทบาทสื่อ......  ทีสังคมต้องการ

โดย adam
 


       ในสังคมยุคข่าวสาร (Information age)  สารสนเทศถือว่ามีความสำคัญกับปัจเจกชนเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากการตัดสินใจใดๆ ต้องอาศัยข้อมูลสารสนเทศมาประกอบการตัดสินใจ เมื่อเข้าสู่ยุคสังคมข่าวสาร  สารสนเทศได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งของมนุษย์ที่ต้องการรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและแม่นยำ     
จอร์จ เกิร์บเนอร์ (George Gerbner) นิยามการสื่อสารว่าเป็น “พฤติกรรม” หรือกระบวนการถ่ายทอดข้อมูล ข่าวสาร ความคิด อารมณ์ ความรู้สึก ทักษะ ฯลฯ โดยการใช้สัญลักษณ์ ซึ่งอาจเป็นคำพูด หนังสือ ภาพ ตัวเลข กราฟ
มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่อาศัยการติดต่อสื่อสารเป็นเครื่องมือสำคัญ  ในการเชื่อมโยงสายใยระหว่างกัน เริ่มตั้งแต่การสื่อสารกับตัวเอง การสื่อสารแบบพูดปากต่อปากระหว่างบุคคลในครอบครัว และการสื่อสารกับสังคมโดยผ่านสื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ  ไม่ว่าจะเป็น สื่อสิ่งพิมพ์ คือ หนังสือพิมพ์ นิตยาสาร หรือสื่อไฟฟ้า คือ วิทยุโทรทัศน์ วิทยุ กระจายเสียง ภาพยนตร์ อินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะเมื่อก้าวเข้าสู่ยุคสังคมสารสนเทศ ที่มีการพัฒนาด้านเทคโนโลยีการสื่อสารอย่างรวดเร็ว ในรูปแบบของโซเชียลมีเดีย
ประเด็นหนึ่งที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันในหมู่นักวิชาการและผู้สนใจติดตามข่าวสารบ้านเมืองมากในประเด็นหนึ่งคือ สื่อควรดำเนินบทบาทในลักษณะใด ในการนำเสนอข่าว ขณะที่บางส่วนเห็นว่าสื่อมวลชนควรเน้นบทบาทของการเป็นกระจกเงาสะท้อนภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคม โดยรายงานเหตุการณ์ไปตามที่พบเห็นอยู่ตรงหน้า แต่บางส่วนกลับเห็นว่าสื่อ สามารถเป็นผู้ชี้นำสังคมได้ สื่อมวลชนซึ่งนับได้ว่าคลุกคลีอยู่กับเหตุการณ์ย่อมรู้ดีถึงเบื้องหน้าเบื้องหลังของเรื่องราวที่เกิดขึ้นทุกวันดังนั้นสื่อจึงมีบทบาทในการพิทักษ์ความถูกต้องและประณามสิ่งที่เห็นว่าชั่วร้าย
    ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล กล่าวว่า“สื่อกระแสหลักจะต้องยึดความจริง มีวินัยในการตรวจสอบความจริง ทุ่มเททุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรการเงิน กำลังแรงงาน ความเหนื่อยยาก ที่จะนำความจริงมาให้สาธารณชน และจงรักภักดีต่อสาธารณชน ทั้งนี้ในโลกปัจจุบันมี สื่อใหม่เกิดขึ้น ทั้งเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ หรือเว็บบล็อกทำให้สังคมมีทางเลือกในการรับสื่อมากขึ้น ข้อนี้ทำให้สื่อต้องย้อนถามตัวเองว่าจะอยู่ต่อได้อย่างไร ในโลกที่เข้าสู่ยุคละเอียดอ่อนมากในการรับรู้ข่าวสาร ในโลกยุคเทคโนโลยีการสื่อสาร คลื่นความถี่ดิจิตัล อนาล็อก แซทเทิลไลท์ และไฟเบอร์ เป็นสิ่งที่ปิดกั้นไปก็เปล่าประโยชน์ แม้จะปิดไปก็สามารถเปิดใหม่ได้ ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล กล่าว
สื่อหลายๆสำนักรู้ดีว่าหนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่กำลังประสบปัญหาการชะลอตัวทั้งในด้านโฆษณาและยอดตีพิมพ์    ถ้าเรามองย้อนกลับไปเพียงไม่กี่ปี เราจะเห็นว่าอินเทอร์เน็ตกำลังกลายมาเป็นเครื่องมือสื่อสารชิ้นใหม่ที่ทรงพลังให้กับสังคม ข่าวสารบางเรื่องที่สื่อกระแสหลักไม่สามารถรายงานได้ ด้วยกับเหตุผลในด้านธุรกิจ หรือปัจจัยอื่นๆ ทำให้เกิดช่องวางในการรับรู้ข่าวสาร สังคมโซเชียลมีเดียที่เกิดขึ้นก็เป็นทางออกในการหาอ่านข่าวที่คนต้องการจะรู้ในมุมที่สื่อกระแสหลักไม่มี ข้องดีอีกอย่างคือเวลาคนรับข่าวสารก็สามารถส่งสารกลับออกไปได้ในเวลาเดียวกัน ส่วนข้อเสียคือข้อมูลทีได้รับในอินเทอร์เน็ตจะมีทั้งข้อมูลจริงและไม่จริงอยู่เป็นจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้ผู้อ่านส่วนหนึ่งจึงเคลื่อนย้ายการอ่าน ออกจากหนังสือพิมพ์ในรูปแบบกระดาษ มาอ่านในสื่ออินเตอร์เน็ตมากขึ้น ในปัจจุบันจำนวนคนใช้งานอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยมีประมาณยีสิบกว่าล้านคน
ดร. บัณฑิต นิจถาวร กล่าวว่า เราคาดหวังอะไรจากสื่อไทย คนที่อ่านข่าวต้องการอะไร ถ้ามองในฐานะผู้อ่านข่าว  คนอ่านข่าวต้องการสามอย่าง คือหนึ่งความเป็นจริงเท่าที่เกิดขึ้นในสังคม สองความคิดเห็นเชิงวิเคราะห์ ที่เป็นประโยชน์ต่อคนที่อยากจะเข้าใจ และสามเป็นเวทีให้คนในประเทศสามารถที่จะแสดงความคิดเห็นได้ ผมคิดว่าสามสิ่ง ที่คนซื้อหนังสือพิมพ์คนฟังวิทยุ คนดูทีวีอยากจะได้
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ก็คือ สิ่งที่ถูกเตรียมมา ว่าวันนี้จะทำเรื่องอะไร จะพูดในแนวไหน คือมีโจทย์หมดเลย อ่านหนังสือพิมพ์สองฉบับ เรื่องเดียวกันผาดหัวข่าวไม่เหมือนกัน โทนข่าวไม่เหมือนกัน นี้คือช่องวางที่ถูกสร้างขึ้นมาเรื่อยๆ นับยิ่งวันมันจะยิ่งชัดยิ่งแบ่งเป็นสองข้างจนเป็นสองความคิด ที่เป็นแบบนี้ผมคิดว่าสื่อขาดความเป็นกลาง ทุกคนดูเหมือนจะมีความเป็นโทนของตัวเอง หนังสือพิมพ์สร้างและทำลายกับคนได้ เขียนทุกวันก็พูดไม่ได้ ชมทุกวันเดี๋ยวก็ดีไปเอง ลงรูปนิดๆทุกวันก็ดูดีไปเอง ถ้ามองในแง่นี้ผมคิดว่าสื่อต้องกลับมาสู่ความเป็นกลางในการทำหน้าที่
น.พ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กล่าวว่า “การเมือง มีผลต่อสื่ออย่างรุนแรง ทำให้เกิดการแบ่งฝ่าย เกิดสื่อเลือกข้าง ควรหรือไม่ควร ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่า ถ้าเมื่อไหร่สื่อเลือกข้าง จงเปิดเผยตัว อย่าทำเหมือนโฆษณาแฝงในละคร ชักจูงให้คนหลงเชื่อ เมื่อใดก็ตามที่อยากบอกข้อมูล ต้องทำให้ชัด จะเชื่อหรือไม่เป็นเรื่องของผู้ชม แต่เมื่อไหร่ที่ปกปิดตัวเอง เบี่ยงเบนสถานะตัวเอง ผิดอย่างแน่นอน”
ดร. บัณฑิต นิจถาวร มองว่า ที่สังคมอ่อนแออยู่ในขณะนี้ ส่วนหนึ่งเพราะว่าสื่ออ่อนแอ ต้องยอมรับ สื่อสามารถชี้นำสังคมได้ เนื่องจากสังคมมีความเข้าใจในปัญหาต่างๆน้อยมาก อะไรจะถูกจะผิดอยู่ที่สื่อชี้  ผมจำได้ครั้งหนึ่งมีการปฏิวัติในประเทศไทย ประชาชนไม่รู้ว่าที่ปฏิวัติไปนี้ถูกหรือผิด จนกระทั้งมีสื่อฉบับใหญ่ฉบับหนึ่ง ผาดหัวข่าวช่วงบ่าย ว่าผู้ถูกปฏิวัติหนี  อันนี้ก็เป็นการตัดสินไปแล้ว ว่าการปฏิวัตินั้นถูกและผู้ถูกปฏิวัติผิด นี้เป็นภาพสะท้อนว่าสื่อสามรถที่จะชี้นำความคิดของสังคมได้ นี้เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่าพลังของสื่อมีมาก คำถามคือว่าที่ผ่านมาเราได้ใช้พลังอันนี้ ทำในสิ่งที่จะสำรวจความคิดของคนให้มาแก้ไขปัญหา
ค่านิยมอะไรที่คนๆหนึ่งจะมาทำหน้าที่สื่อมวลชน  สิ่งที่คุณมีในการทำหน้าที่สื่อมวลชนคืออะไร หนังสือพิมพ์หรือสื่อที่ไปได้ยาวๆ อยู่ได้เป็นร้อยๆปีในต่างประเทศ เขามีปฏิญาณอุดมการณ์ชัดเช่น ว่าเขาเป็นสื่อเพื่ออะไร ยกตัวอย่างหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งในต่างประเทศ เขาบอกเลยว่าจะสนับสนุนเรื่องของตลาด การทำงานของตลาด สื่อฉบับนั้นก็จะรายงานข่าวตามความเป็นจริง บทวิเคราะห์ต่างๆที่ออกมา จะโจมตีเรื่องที่มีการแทรกแซงตลาดเสมอ ข้อนี้มันชัดเจน คนอ่านก็รู้ว่านี้คือแนวของเขาที่ซื้อเพราะชอบแบบนี้ ซื้อเพราะเชื่อในการมีปฏิญาณ การมีอุดมการณ์ของสื่อเล่มนั้น....
กลับมามองสื่อของเรา ความคุ้มค่าที่อ่านหนังสือพิมพ์มอยู่ตรงไหน การแถลงข่าวกลายเป็น การส่งข่าวไป ทุกข่าวที่เข้ามาส่วนใหญ่ไม่กรอง ใครว่าอะไรลงหมด นักการเมืองพูดอะไรลงหมด เราเลยไม่ได้ดูว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ประชาชนจะรู้ทัน มันก็ทำให้การทำหน้าทีเหมือน กระดาษคาร์บอน
บรรณาธิการ ต้องมีการตรวจสอบ คัดกรองเรื่องที่จะนำเสนอ โดยส่วนตัวผมอยากให้สื่อทำเรื่องลึกลับให้เป็นเรื่องโปร่งใส แต่ผมไม่เห็นด้วย ถ้าสื่อจะทำเรื่องลับทุกเรื่องให้เป็นเรื่องเปิดเผย เช่น เรื่องความมั่นคง และเรื่องส่วนตัว แม้จะเป็นเรื่องของบุคคลสาธารณะ ณ วันนี้ อาจถึงเวลาปรับปรุงองค์กรวิชาชีพ เพื่อให้สอดรับกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป”น.พ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กล่าว
นายวงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ มองว่า ตลอดการทำงานกว่า 18  ปีในวงการสื่อสารมวล ผมไม่เคยเห็นยุคใดเลยที่แมลงวันตอมแมลงวัน ผมไม่เคยเห็นยุคใดเลยที่วงการสื่อจะถูกตรวจสอบ ถูกตั้งคำถามในเรื่องจริยธรรมและความคิดความเชื่อทางวิชาชีพมากขนาดนี้ “โดยส่วนตัวแล้ว ผมเชื่อในเรื่องการตรวจสอบ คนทำงานในทุกวิชาชีพสมควรจะต้องถูกตรวจสอบ ไม่ว่าจะในระดับองค์กรสื่อ หรือการตรวจสอบในหมู่สื่อด้วยกันเอง
นอกจากเรื่องการตรวจสอบสื่อแล้ว ผมคิดว่า คุณสมบัติของคนทำสื่อในยุคปัจจุบัน รวมถึงในอีก 10 ปีข้างหน้า จะต้องประกอบด้วยลักษณะ 5 ประการคือ 
1.สื่อควรเป็นผู้ให้การศึกษา ความรู้ความคิดที่ถูกต้องแก่ประชาชน ทุกครั้งที่เห็นสื่อกระแสหลัก โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ ซึ่งเป็นสื่อที่มีอิทธิพลอย่างมาก นำเสนอข่าวที่ไม่ให้การศึกษาแก่ประชาชน ในทางกลับกัน ยังฉุดให้คนคิดไปในทางต่ำ ผมไม่สบายใจที่เห็นข่าวอาชญากรรมที่พยายามเจาะชอนไชโดยไม่คำนึงถึงสิทธิมนุษยชน
2.คุณสมบัติของคนทำสื่อยุคนี้ต้องหาความรู้ให้มาก เพราะเป็นต้นทุนในการสื่อสารและให้ความรู้แก่ประชาชน
3.คนทำสื่อต้องทันสมัย เพราะรูปแบบมีเดียเปลี่ยนผ่าน เคลื่อนย้ายไปมาก เราเกิดโซเชียลมีเดีย เราเกิดนักข่าวพลเมือง รวมทั้งทีวีดาวเทียมเป็น 100 ช่อง ทำให้ปริมาณของสื่อเพิ่มขึ้นมาก อย่างที่ไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์สื่อมวลชนไทย ขณะเดียวกันการสื่อสารอย่างรวดเร็วผ่านโซเชียลมีเดีย อาจก่อให้เกิดความผิดพลาดได้ ดังนั้นจึงอยากเสนอว่า ควรเน้นเรื่องความถูกต้อง
4.สื่อควรมีความเป็นกลาง เพราะเมื่อใดที่สื่อเลือกข้างแล้วก็ยากที่จะกลับมาสู่ความเป็นกลาง ความเท่าเทียม ความเสมอภาพ ถึงแม้ว่าความคิดความเชื่อของคนทำสื่อในยุคนี้ อาจบอกว่า สื่อสามารถประกาศตัวได้ว่าสนับสนุน หรือถือข้างใครก็ได้ ตามแนวทางที่ยึดถือกันของสื่อในต่างประเทศ แต่สำหรับประเทศไทยเรายังไม่พร้อมขนาดนั้น ดังนั้น หน้าที่ของสื่อควรพยายามรักษาความเป็นกลางให้ได้มากที่สุด แต่ความเป็นกลางในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเห็นด้วยกับความชั่ว ความดี ความเลวเท่าๆ กัน แต่อยู่ที่เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้มีพื้นที่ในการแสดงความคิดความเห็นเท่าๆ กัน
5.สื่อต้องมีอุดมการณ์ ซึ่งสำหรับผมแล้ว อุดมการณ์ของคนทำสื่อคือ ต้องมุ่งมั่นอยู่กับความถูกต้อง ข้อมูล ข้อเท็จจริง พยายามสร้างบรรยากาศของความไม่ขัดแย้ง ไม่เป็นตัวจุดชนวนความขัดแย้ง ประการสุดท้ายต้องพยายามสร้างให้สังคมเป็นสังคมประชาธิปไตย เมื่อเลือกแล้วว่า สื่อมวลชนจะเป็นอาชีพสุดท้ายที่ตนเองจะทำ

อุตสาหกรรมเพลงไทย


 
อุตสาหกรรมเพลงไทย

โดย adam





ปัจจุบันเทคโนโลยีระบบ social network เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการบริโภคข้อมูลข่าวสารต่างๆรวมถึงการฟังเพลงในสังคมปัจจุบัน  การที่สังคมของมนุษย์ติดต่อสื่อสารกันง่ายขึ้นและเข้าถึงได้รวดเร็วขึ้นด้วยเทคโนโลยีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านอินเตอร์เน็ท ทางโทรศัพท์ หรือโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม และอื่น ๆ ที่ไร้สายทั้งหลายนั้น ทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคปรับเปลี่ยนไปมากถ้าเปรียบเทียบกับในอดีต  t new urbanites ฉบับนี้เรามาวิเคราะห์มุมมองวงการเพลงบ้านเราว่ามีผลกระทบอะไรบ้างกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
      จะผ่านมากี่ยุคกี่สมัยค่ายเพลงไทยก็ต้องไล่ตามเทคโนโลยี การฟังเพลง หากย้อนวงการเพลงกลับไปก่อนหน้านี้ การสร้างยอดขายอัลบั้มเพลงให้ทะลุ 1 ล้านตลับ คงไม่ใช่เรื่องยากหรือไกลเกินเอื้อม ผู้บริหารศิลปินหลายๆ คนของสองค่ายยักษ์ทั้งฝั่งอโศกและลาดพร้าว ล้วนผลัดกันออกมาโวยอดขายทะลุล้านตลับของศิลปินคนนั้น คนนี้ อยู่เนืองๆ
มองกลับมาในยุคปัจจุบัน ต้องยอมรับว่า คำว่าขายทะลุล้านตลับนั้น...ลืมไปได้เลย จากการระบาดของ ซีดีเถื่อน บวกกับเทคโนโลยีที่รุดหน้า ทำให้นักฟังขาจร หันมา ไร้ท์เพลงผิดกฎหมาย ฟังกันอย่างแพร่หลาย ส่งผลให้ยอดขายอัลบั้มเพลง ที่เป็นลิขสิทธิ์ของแท้ตกฮวบแบบเอาอะไรมาฉุดก็รั้งไว้ไม่อยู่ เรียกว่าสมัยนี้อัลบั้มหนึ่งขายได้สัก 10000 ก๊อบปี้ ศิลปินก็ดีใจแล้ว ศิลปินเบอร์ไหนขายไปได้ถึงหลักแสน ต้นสังกัดก็เตรียมเลี้ยงโต๊ะจีนกันเลย ในอดีตถ้ายังนึกไม่ออกว่ามีศิลปินเบอร์ไหนบ้าง ที่เคยทำยอดขายถล่มทลายทะลุล้านตลับมาแล้ว มาไล่ดูกันเป็นน้ำจิ้ม เริ่มที่ พี่เบิร์ด- ธงไชย แมคอินไตย์ ซูเปอร์สตาร์อันดับ 1 ของไทย มีผลงานกับค่าย แกรมมี่ มานับไม่ถ้วน ทุกอัลบั้มล้วนมียอดขายถล่มทลาย โดยเฉพาะอัลบั้ม บูมเมอแรง เมื่อปี 2533 ที่ได้สร้างยอดจำหน่ายเทปสูงสุดถึง 2 ล้านตลับ ถือเป็นสถิติสูงสุดของนักร้องชายเดี่ยวของไทยที่วันนี้ก็ยังไม่มีใครสามารถลบสถิตินี้ได้ นอกจากนี้ในอัลบั้ม ชุดรับแขก เมื่อรวมยอดเทป ซีดี คาราโอเกะแล้ว พี่เบิร์ด ยังสามารถทำยอดทะลุไปถึง 5 ล้านก๊อบปี้อีกต่างหาก ทาทา- อมิตา มารี ยัง สาวน้อยมหัศจรรย์ที่ทำให้วงการเพลงคึกคักด้วยการสร้างยอดขายทะลุล้านตลับ ตั้งแต่อัลบั้มแรก อมิตา ทาทา ยัง ในปี 2538 ทำให้มีอัลบั้มพิเศษตามมาอีกมากมาย จนมาถึงอัลบั้มที่ 2 อะเมซิ่ง ทาทา ในปี 2540 เธอก็ยังคงครองแชมป์ทำยอดทะลุล้านตลับให้แก่ค่ายแกรมมี่อีกครั้ง
มาถึงนักร้องสุดเซ็กซี่ ติ๊นา- คริสติน่า อากีล่าร์ เธอคนนี้สร้างสถิติเป็นนักร้องหญิงคนแรกที่สามารถสร้างยอดขายเกินล้านตลับได้ถึง 3 อัลบั้มที่ทำออกมา ไม่ว่าจะเป็น อัลบั้มแรกในปี 2533 นินจา คริสติน่า อัลบั้มชุดที่ 3 ในปี 2537 เรด บีท รหัสร้อน และ อัลบั้มชุดที่ 4 โกลเด้น อายนอกจากนี้ แกรมมี่ ยังโกยตังค์หลักล้านอีกครา กับ โบ- สุนิตา ลีติกุล สาวแก้มป่องเสียงดีที่แค่อัลบั้มแรกก็มียอดขายพุ่งกระฉูด จนต้องทำอัลบั้มฉลองล้านตลับออกมาเลยทีเดียว
ทางฟาก อาร์เอส ไม่น้อยหน้า มีหลายอัลบั้มที่ทำรายได้พุ่ง แม้ยุคหลังๆ ก็ยังมีให้เห็น ไม่ว่าจะเป็น อัลบั้มของกลุ่มบอยแบนด์หนุ่มน้อย ดีทูบี ที่สามารถสร้างยอดขายได้เกินล้านตลับ ตั้งแต่อัลบั้มแรกที่ใช้ชื่อเดียวกับชื่อวงคือ ดีทูบี ในปี 2544 จนทำให้ต้นสังกัดถึงกับเปิดคอนเสิร์ตใหญ่ให้ แถมยังทำเพลงพิเศษเพลงใหม่ขึ้นมาเพื่อขอบคุณแฟนเพลงอีกด้วย รายนี้ก็มากอบกู้อาร์เอส สำหรับ ปาน- ธนพร แวกประยูร นอกจากจะได้รางวัลเป็นกอบเป็นกำการันตีคุณภาพ ในอัลบั้มที่ 2 หวานผ่าซาก ปี 2544 เธอก็สามารถดังกระฉูด อัลบั้มทำเงินทะลุล้านตลับไปอีกคนไอน้ำ วงป๊อปร็อกบ้านๆ วงนี้ ก็เข้าหลังคาเรือนได้ทุกบ้านจริงๆ เพราะนอกจากในอัลบั้มที่ 2 รักคนมีเจ้าของ ปี 2547 ไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง เพลงดังจนเป็นคำฮิตติดปาก ท่าเต้นถูกใจคนฟังแล้ว ยังสร้างรายได้ทะลุล้านตลับไปแบบสบายๆ
ไม่เพียงแค่อัลบั้มจากสังกัดใหญ่ เมื่อปี 2540 โจอี้ บอย ก็เคยสร้างความฮือฮาให้ค่ายเบเกอรี่สมัยนั้นมาแล้ว ด้วยยอดขายทะลุล้านตลับ จากอัลบั้ม ฟัน ฟัน ฟัน หลังจากก่อตั้งค่ายมาได้ 3 ปี
ปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องของ ซีดีเถื่อน และการดาวน์โหลดเพลงฟรีในอินเตอร์เน็ต ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้วงการเพลงซบเซาเพราะการฟังเพลงของคนในยุคนี้กับยุค10-20ปีที่แล้วมันเปลี่ยนไป เมื่อมีคนฟังเพลงฟรีมากขึ้น..แล้วคนซื้อน้อยลง ทำให้ภาพรวมของธุรกิจเพลงนั้นเล็กลงไปด้วย พอเล็กลงเม็ดเงินที่ค่ายเพลงเคยผลิตงานเพลงก็น้อยลงทำให้เกิดกระแสการย้ายค่ายของศิลปินทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง
ในอดีตเงื่อนไขการลงทุนไม่เหมือนกับปัจจุบัน ค่ายเพลงลงทุนทำธุรกิจในกรอบวันนั้น พอต่อมาอีกยุคหนึ่งเป็น ยุคที่ทองของวงกาดนตรี ทั้งแกรมมี่และRS  เงื่อนไขการลงทุนวันนั้นมันมีกำลังซื้อมาก ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ก็กล้าที่จะลงทุนถ้าศิลปินได้รับการยอมรับมาเมื่อใด กำไรที่ได้รับก็หลัก10ล้าน100ล้าน ค่ายเพลงก็กล้าที่จะทำ มาวันนี้ธุรกิจมันเปลี่ยนแปลงไป ไลฟ์สไตล์คนฟังมันเปลี่ยนไป รายได้ไม่ได้มาจากยอดขาย ภาคธุรกิจเพลงก็ปรับสเกลการลงทุนให้มันลดลงจากเมื่อก่อน เมื่อภาคธุรกิจเปลี่ยนการลงทุนมันก็เลยส่งผลกระทบกับคนทำงานเพลงทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ทำให้หลายคนเบื้องหลังหลายๆคนยังปรับตัวไม่ทันในการที่เปลียนแปลง ปัจจัยเหตุต่างๆเหล่านี้ส่งผลให้กับคนทำงานเพลงโดยตรง    
หลังจากที่วงการเพลงซบเซา ด้วยการโจมตีของเทคโนโลยี และผู้ฉวยโอกาส ค่ายเพลงและศิลปินต่างดิ้นรนหาทางอยู่รอดด้วยวิธีต่างๆนานา"วันนี้เทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามา ทำให้รูปแบบการฟังเพลงของคนเปลี่ยนไป ช่องทางการจำหน่าย ก็เปลี่ยนไปเช่นกัน มีค่ายเพลงอิสระผลิตศิลปินอินดี้เกิดขึ้นมากมายในปีที่ผ่านมาทำให้เกิดกลุ่มคนฟังเพลงที่หลากหลายมากขึ้น การใช้ social networkก็เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่ค่ายเล็กๆสามารถที่จะสื่อสารกันระหว่างศิลปินเองกับกลุ่มคนฟังเพลงจนเกิดฐานคนฟังก่อนที่จะออกซิงเกอร์ออกมา
การเปลี่ยนแปลงตัวศิลปินและงานเพลงในด้านของธุรกิจเพลงได้มีการปรับกลยุธนทางการตลาดควบคู่ไปด้วย ทุกค่ายนอกจากจะเน้นในเรื่องดิจิตอลดาวน์โหลดแล้วยังเน้นการโชว์บิช ไม่ว่าจะเป็นคอนเสิร์ตหรือเทศการดนตรีก็เป็นอีกกลยุทธ์หนึ่งที่สร้างรายได้ให้กับวงการเพลงในปัจจุบันที่ต้องต่อสู้กับแผ่นผีซีดีเถื่อน ซึ่งปัจจุบันก็มีโชว์บิช รูปแบบต่างๆออกมาไม่น้อยในปีนี้และยังจะทยอยออกมาอีกเรื่อยๆ หรือการกลับมาของศิลปินรุ่นเก่าที่มีฐานแฟนเพลงเป็นทุนเดิมอยู่แล้วทำให้ง่ายกว่าการสร้างศิลปินใหม่เพราะมีฐานแฟนเพลงรับรองอยู่
สัดส่วนการฟังเพลงของคนไทย เพลงไทยสากลยังคลองตลาดส่วนใหญ่ มีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ45 เพลงลูกทุ่งร้อยละ30 และเพลงสากลอีกร้อยละ20 หรือกระแสอะไรมาแรงในช่วงนั้นสัดส่วนต่างๆก็จะเปลี่ยนแปลงไปอีก
นาย Marcel Fenez, จาก บริษัทที่ปรึกษาชื่อก้องโลก PricewaterhouseCoopers เคยกล่าวไว้ในงานสัมมนาที่จัดโดยบริษัทแกรมมี่ว่าในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก สื่อมือถือจะครองความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งในบรรดาช่องทางการจำหน่ายเพลงทั้งหมด โดยจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยถึงปีละ 22.8% ขณะที่ยอดขายผ่านร้านค้าปกติ จะยังคงลดลงต่อเนื่องปีละ 4.7% ตลาดเพลงบนมือถือในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกนั้นนำหน้าภูมิภาคอื่นๆ คาดว่าจะมี ผู้ที่จะดาวน์โหลดเพลงจากโทรศัพท์มือถือเพิ่มขึ้นเป็น 17% ของจำนวนผู้ใช้ทั้งหมด
                สำหรับประเทศไทย มองว่าในระยะสั้นและปานกลาง โอกาสที่ใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรมเพลงก็จะอยู่ที่สื่อมือถือ ตลาดออนไลน์นั้นน่าจะเป็น step ต่อไป เนื่องจากข้อจำกัดของเครือข่ายอินเตอร์เน็ทบรอดแบนด์ของเรายังไม่คลอบคลุมกว้างขวาง   สำหรับบริษัทในอุตสาหกรรมสื่อต่างๆไม่จำกัดเฉพาะค่ายเพลงก็คือ จะต้องปรับองค์กรให้รับสู่ยุคดิจิตอลให้ได้ ซึ่งเป็นยุคที่ผู้บริโภคเป็นใหญ่ บริษัทผู้ผลิตสื่อนั้นมีความเคยชินมาเป็นเวลานานในการ Push Content ไปสู่ผู้บริโภค แต่ ณ ปัจจุบัน อำนาจ นั้นได้เคลื่อนย้ายมาสู่สื่อของผู้บริโภคแล้ว ซึ่งจะเป็นผู้ตัดสินใจเองว่า คนต้องการบริโภคสื่ออะไร ในสถานที่และเวลาที่ตนต้องการ มีเดียต้องให้ความสนใจและเข้าถึง social networks ต่างๆ ซึ่งจะมีอิทธิพลอย่างสูงต่อการตัดสินใจเลือกบริโภคสื่อต่างๆ
ในส่วนที่เป็นธุรกิจเพลงหรือเพลงไทยสากล จำเป็นที่จะต้องพัฒนาไปในกระแสโลก ไม่ว่าจะเกาหลี ญี่ปุ่นหรือฝรั่ง เพราะเราคือผู้บริโภค เราไม่ใช้เจ้าของ เราเอาเข้ามาแล้วก็ Develop สิ่งที่เป็นภาษาไทย สิ่งที่เป็นไลฟ์สไตล์เข้าไป ถ้าให้กล่าวถึงธุรกิจเพลงไทยมันจำเป็นจะต้องเป็นอย่างนี้ต่อไป มันเป็นการพัฒนาแบบผสมผสานเราจะตามกระแสโลกไปเรื่อยๆเมื่อกระแสโลกไปทางไหนเราก็ตามไปเพราะเราคือผู้บริโภค จนกว่าเมือรัฐบาลไทยได้มองเห็นว่าเราจะทำให้วัฒนธรรมเราแข็งแรงแล้วลงทุนมีการสนับสนุนให้อุตสาหกรรมดนตรี อุตสาหกรรมภาพยนตร์ อุตสาหกรรมละครซีรี่ย์ อุตสาหกรรมดนตรีไทย มันต้องมีแผนงานรองรับเมื่อนั้นเมืองไทยถึงจะมีวัฒนธรรมที่ออกไปเดินได้ไปสู่ตลาดโลกได้