วันพุธที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ธนาคารอิสลามเป็นแบรนด์เพื่ออิสลามจริงๆหรือ


ธนาคารอิสลามเป็นแบรนด์เพื่ออิสลามจริงๆหรือ
องค์ประกอบหลักของสัญลักษณ์ของธนาคารอิสลามฯ ประกอบด้วย “อะลีฟ” อักษรภาษาอาหรับตัวแรกในการสะกดคำว่า “อิสลาม”
หรือมองในอีกนัยหนึ่งคือ อักษร “ไอ” ในคำภาษาอังกฤษว่า “Islamic” ซึ่ง ตวัดเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว และดาวสีเหลืองทอง
อยู่บนพื้นสีเขียว
 ให้ความหมายถึงความเป็นผู้นำที่ก้าวหน้ายั่งยืน และด้วยสีเหลืองทอง สื่อถึงพลังแห่งความสว่างไสว เคียงคู่กับดวงดาวเสมือนการเกื้อกูล โอบอุ้มซึ่งกันและกัน พร้อมรวมใจสามัคคี เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่ความมั่นคงและความสำเร็จตลอดกาล
สีเหลืองทอง หมายถึง พลังแห่งแสงสว่างของศาสนาอิสลามที่ให้ความสว่างไสวแก่ผู้คนทุกชาติศาสนาอย่างเท่าเทียมกัน
สีเขียว หมายถึง ความเจริญงอกงามอย่างมั่นคง รุ่งโรจน์ สดใส



ความจริงบทความนี้ผมตั้งใจจะเขียนมานานหลายเดือนแล้วแต่ก็ติดในเรื่องของเวลาในการที่จะเขียนถึง ผมออกตัวนิดนึงว่าจะเขียนในมิติของผู้บริโภคที่เป็นลูกค้าธนาคาร  สื่อมุสลิมในหลายฉบับกลับมองข้ามประเด็นเล็กๆที่ยิ่งใหญ่ และสื่อมุสลิมเองกลับไม่ได้นำเสนอ หรือมองข้ามประเด็นเหล่านี้ หรืออาจเกิดจากความกลัวว่าเมื่อเขียนถึงแล้ว ธนาคารอิสลามอาจจะไม่ลงโฆษณากับเล่มเรา หรืออะไรก็แล้วแต่ ผมอยากเขียน สะท้อนไปยังผู้บริหารธนาคารที่มีชื่อแบรนด์ต่อท้ายว่าอิสลาม ว่าแท้จริงแล้วผู้บริหารธนาคารอิสลาม มีวิธีคิดอย่างไรในการบริหาร ที่มีชื่อต่อท้ายว่าอิสลาม
เมื่อจะทำธุรกิจกับกลุ่มคนมุสลิม แล้วเอาอิสลามเข้าไปต่อท้ายของธุรกิจ สิ่งที่จำเป็นต้องมีมันมีอะไรบ้าง มันเป็นสำนึกแรกที่ต้องถาม ในการทำธุรกิจ ผมยกตัวอย่างเช่น ถ้าเป็นร้านอาหารอิสลาม แน่นอนต้องเป็น อาหารต้องฮาล้าลมุสลิมกินได้ มีที่จอดรถ มีห้องละหมาดไว้รองรับกลุ่มคนมุสลิมที่มีความต้องการจะละหมาดเมื่อได้เวลาหรือยังอยู่ในเวลา
แต่แบรนด์ ธนาคารอิสลามกลับไม่มีห้องละหมาดน่าคิดไหม ห้างหลายๆแห่งเขาก็มีห้องละหมาดไว้รับรองกับกลุ่มคนมุสลิม และหลายๆที่ก็มีห้องละหมาดไว้บริการ แต่ที่ธนาคารอิสลามกลับไม่มีห้องละหมาด  มันเป็นคำถามทีทำให้ผมรู้สึกผิดหวังกลับวิธีคิดของผู้บริหารธนาคาร
พนักงานสำนักงานใหญ่ ธนาคารอิสลาม ท่านหนึ่งอาจแย้งว่ามีห้องละหมาดนะ อืมผมก็ไม่เถียงแต่อยู่โน่น ชั้น 22 ถ้าผมจำไม่ผิดและก็ให้เฉพาะพนักงานละหมาด ลูกค้าที่มาใช้บริการชั้นล่างหมดสิทธ์ ที่จะละหมาด ฝากเงินเสร็จ ก็ไปละหมาดที่อื่นที่นีไม่มีนโยบายให้ลูกค้ามาละหมาด  วันก่อนบริษัทผมไปจัดงานที่ห้างเซ็นทรัลพระรามเก้า  ใจนึงก็คิดว่าจะไปละหมาดที่ไหนดี ไกล้ที่สุดน่าจะเป็นมัสยิดห้วยขวางที่อยู่หลังห้างจัสโก้  แต่ลองถามยามดูดีกว่าเพื่อที่นี้น่าจะมีห้องละหมาด จะได้ไม่ต้องไปไกล ยามบอกว่าที่ธนาคารอิสลามมีห้องละหมาดผมรู้สึกดีกับธนาคารขึ้นมาเลยเพราะก่อนหน้านั้นหลายเดือนก่อนผมกำลังมองหาที่ละหมาด ก็คิดว่ายังงัยธนาคารอิสลามสำนักงานใหญ่น่าจะมีพื้นที่ไว้บริการ เวลาละหมาดของผมก็ใกล้จะหมด ได้คำตอบจากพนักงาน ที่แต่ชุดฟอร์มธนาคาร แล้วแถบจะหมดแรง มีแต่ไม่ให้บุคคลภายนอกใช้คะ...
จากอโศกต้องไปละหมาดที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ แต่วันนี้คำตอบที่ได้ยินกับยามของห้างทำให้ใจชื้นขึ้นมาบ้าง อืมธนาคารนั้นให้ความความสำคัญกับลูกค้ามุสลิมแล้ว โว้ย... ไว้รอจังหวะที่ว่างสักแป็บแล้วจะเดินขึ้นไปละหมาด ที่ธนาคาร ตอนนั้นถ้าจำไม่ผิดน่าจะใกล้หกโมงเย็น เลยตัดสินใจเดินไปที่ธนาคาร เพื่อจะละหมาด  ไปถึงมีคนคอยเปิดประตูต้อนรับ ดีจัง ซ้ายมือเฉียงไปที่สิบเอ็ดนาฬิกาน่าจะเป็นห้องผู้จัดการสาขาห้องกระจกสี่เหลียม ที่ใหญ่ไม่มากแต่ก็นับว่าเป็นห้องทำงานที่ใหญ่พอสมควรห้องหนึ่ง
ตรงหน้าเป็นเคาน์เตอร์มีพนักงานชายหญิงนั่ง คอยทำหน้าที่ผมรีบเดินไปถามว่าห้องละหมาดอยู่ไหนครับ พนักงานชายหญิงคู่นั้นมองหน้ากันเหมือกำลังพูดด้วยภาษาดวงตาก่อนที่ผู้ชายจะบอกกับผมว่าที่นี้ไม่มีห้องละหมาด !@#$%^%$&*ผมรู้สึกหน้าชาเหมือนโดนตบแรงๆ ทำอะไรไม่ถูก มองจ้องไปที่ห้องผู้จัดการอีกครั้ง อยากจะตะโกนบอกว่า แบ่งห้องออกมานิดไว้ทำเป็นห้องละหมาดไม่ได้หรอแต่ก็พูดไม่ออก  เดินออกมาเหมือนคนผิดหวังจากคนรักที่ไม่ให้เข้าบ้าน นั้นเป็นความรู้สึกที่ผมได้รับจากธนาคารอิสลาม
ผมลองไล่ชื่อผู้บริหารดูไม่รู้ว่ามีมุสลิมกี่ท่าน หรือใครที่มีหน้าทีโดยตรงก็ขอฝากกับท่านด้วยว่าเปิดให้มีพื้นที่ได้ทำการละหมาดตามสาขาย่อยต่างๆเถอะอันไหนไม่ได้จริงๆก็ไม่เป็นไร หรือว่าท่านไม่ให้ความสำคัญกลับลูกค้าที่เป็นมุสลิมก็บอกไปเลยดังๆ เอาว์ไอ้พวกโง่ทั้งหลาย มาทำธุรกรรมกับธนาคารให้เสร็จไวไวธนาคารจะได้มีกำไรเยอะๆแล้วมึงจะไปละหมาดที่ไหนก็ตามใจ บอกไปเลยครับหรือติดป้ายก็ได้ว่าที่นี้ไม่มีที่ละหมาดจะได้รู้และทำใจเอาไว้....
การบริหารงานดี กลับการบริหารงานเป็นมันคนระอย่าง การบริหารงานเป็นกลับมีอิสลามในการบริหารมันก็คนละอย่าง  มันอยู่ที่คุณเลือกว่าจะเอาอิสลามมาเป็นส่วนหนึ่งในการบริหารหรือเอากำไรอย่างเดียวในการบริหารคำตอบอยู่ที่คุณธนาคารอิสลาม

วันอาทิตย์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

กรุงเทพฯพูดความรัก......


คอลัมน์คุยกับกรุงเทพฯ
โดย อดัมชินจัง
                            

                        กรุงเทพฯพูดความรัก......


เดือนกุมภาพันธ์ ของกรุงเทพฯ มันเป็นเดือนที่อบอวนไปด้วยความรัก  หนุ่มสาวหลายคู่ รู้สึกอย่างนั้น.... นักการตลาด ใช้กระแสความรักในการขายสินค้า ...  นักเขียนเขียนหนังสือเกี่ยวกับความรัก...   ร้านเหล้า ผับบาร์ ล้วนมีโปรโมชั่น ด้านความรัก.... ตลาดดอกไม้ดูคึกคักเป็นพิเศษเพราะคนมอบดอกไม้แทนความรัก.... เชฟบางคนคิดเมนูอาหารให้อิงกับความรัก.... คนกวาดถนนไม่มีบทบาทในวันแห่งความรัก... ถนนบางสายในกรุงเทพฯน่าจะเป็นถนนแห่งความรักได้ ช่างภาพเวดดิ้งบางคนคิด
กรุงเทพฯเดือนกุมภาพันธ์ เป็นสีชมพู เดือนนี้กรุงเทพฯพูดเรื่องความรักและหลายคนกำลังฟัง
นักเขียนบางคนเอียน...กับความรักเพราะมันหมายถึงความรับผิดชอบต่อผลผลิตในเรื่องความรัก และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนมาเป็นการสร้างครอบครัว มันคือภาระที่อยู่บนบ่าทั้งสองข้างและหนัก นั่นคือผลของความรัก นักเขียนบางคนพูดในลำคอและยักไหล่  หนุ่มสาวมองความรักเป็นเรื่องของการสัมผัสทางร่างกาย  การโอบ กอด จูบ และการมีเซ็กส์ที่เร่าร้อนรุนแรงในแบบฉบับของคนหนุ่มสาวมันคือปัญหาที่ผู้ใหญ่ในบ้านเมือง เห็นและพยายามแก้ไขแต่ปัญหาของผู้ใหญ่คือคิดได้แค่ปีละวัน ในกลางเดือนกุมภาพันธ์....
นักเขียนอย่างนิ้วกลมเขียนหนังสือ กลุ่มคำของความรัก ผมเห็นภาพความรักมากกว่าตัวหนังสือในงานเขียนของนิ้วกลม  คนไม่โรแมนติกคือคนโรแมนติกที่ไม่กล้าแสดงออก นิ้วกลมบอก ผมเชื่อและหลายคนในกรุงเทพฯไม่ได้แสดงออกในเรื่องของความรัก แต่เป็นคนโรแมนติก  พ่อค้าในตลาดสดตะโกนสั่งเมียเป็นภาษาตลาด บอกลูกด้วยว่าวันนี้กลับบ้านไวหน่อยพ่ออยากกินข้าวร่วมกันเป็นครอบครัวไม่ได้กินข้าวร่วมกันมานานแล้วและอีกหลายประโยคที่ไม่เกี่ยวกับความรักแต่รู้สึกได้ว่ามี...ความรัก พ่อค้าคนนั้นโรแมนติกในความหมายของนิ้วกลมและของผม
กรุงเทพฯคิดเรื่องความรักกลางเดือนกุมภาพันธ์มันเป็นความคิดของโลกตะวันตก และครั้งหนึ่งความคิดนี้ก็เดินทางมาสู่กรุงเทพฯให้คนกรุงเทพฯได้คิดและรู้สึกว่ามันเป็นวันแห่งความรัก กรุงเทพฯคิดตามและพอใจกับกระแสแห่งความรัก โรงแรมม่านรูดหลายแห่งขอบใจกับกระแสนี้และมีของกำนัลเป็นกล้องวงจรปิด เป็นของแถมให้กับคู่รักที่ใช้บริการ เพื่อให้คนทั่วโลกได้ดูหนังสดของคนกรุง และอีกหลายๆกระแสที่กรุงเทพฯกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก ในการสร้าง แต่บนความจริงรากเหง้าของคนกรุงกำลังมีความสำคัญน้อยกว่ากระแสหลักเหล่านั้น กรุงเทพฯเศร้าบนความร่าเริงในเดือนกุมภาพันธ์...
          กรุงเทพฯ...พูดอีกหลายร้อยประโยคและหลายคนพยายามฟัง แต่ไม่เข้าใจความหมาย บางคนตีความหมายผิด บางคนสร้างความหมายขึ้นมาใหม่ในแบบที่ตัวเองต้องการ หลายๆความหมายที่กรุงเทพฯ พูดดูน่าสนใจ ทำให้กรุงเทพฯ มีเรื่องราวมากมาย ถ้าวันหนึ่งกรุงเทพฯ หยุดพูดเรื่องราวต่างๆ วันนั้นความเงียบของกรุงเทพฯ จะทำให้เราเหงาก็เป็นได้  

วันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555


ช้างถูกทำร้าย สัญลักษณ์ของชาติกำลังโดนรังแก
 สำนึกรักช้างไทย…..



โดย ชินจัง






                  เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ข่าวการลักลอบฆ่าเผ่าช้างป่าเพื่อตัดเอางาดูจะเป็นข่าวที่สะเทือนขวัญของคนไทยรับปี2555ข่าวหนึ่ง เพราะช้างนั้นเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของคนไทยมานับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน   ช้างเคยเป็นหนึ่งในสัตว์ที่ร่วมทำสงครามสร้างชาติมากับบรรพบุรุษของเรา นับวันความเลวร้ายที่เกิดกับช้างไทยจะยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง เพราะกลุ่มคนที่มีความต้องการงาช้างดูจะมีความต้องการอยู่เสมอ และนอกจากเรื่องการลักลอบฆ่าช้างเพื่อตัดเอางาไปขายแล้วยังมีเรื่องการเผชิญหน้าระหว่างช้างกับชาวบ้านที่ส่อเค้าความรุนแรง  ความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอันเนื่องมาจากการเผชิญหน้ากับ ช้างป่าเหล่านั้น ดูจะเป็นเรื่องที่ดังเข้าหูอยู่บ่อยครั้ง
ช้างบาดเจ็บ ช้างเร่รอน  ช้างถูฆ่า  ดูแล้วเป็นข่าวที่สะเทือนขวัญและเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไข้ ช้างป่าเอเชีย ถูกจัดว่าเป็นสัตว์ป่าที่อยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์ ในระดับโลก แม้จะยังคงมีรายงานการแพร่กระจายอยู่เป็นหย่อมๆในหลายพื้นที่ทั่วทั้งแนวเขตแนวตะเข็บชายแดนไทย  ทว่าประชากรของช้างป่าเอเชียก็ถูกคุกคามอย่างหนัก การลดลงของพื้นที่อยู่อาศัย การล่าและปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้าง กลายเป็นปัญหาสำคัญต่อวงการอนุรักษ์ในปัจจุบัน เนื่องจากจำนวนประชากรมนุษย์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้การพัฒนาและ ความต้องการใช้ที่ดินขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของช้างมีขนาดเล็กลงและถูกแบ่งแยกออกเป็นหย่อมๆ ภาวะดังกล่าวทำให้คนกับช้างป่ามีโอกาสเผชิญหน้ากันมากขึ้นและปัญหาความขัดแย้งระหว่างกันก็ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น มีรายงานปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างเกิดขึ้นในทุกประเทศตลอดแนวการ แพร่กระจายของช้างป่า ตั้งแต่ อินเดีย เนปาล ภูฎาน จีน บังคลาเทศ ศรีลังกา พม่า ลาว กัมพูชา มาเลเชีย อินโดนีเซีย และประเทศไทย ซึ่งในหลายประเทศปัญหาดังกล่าวได้กลายเป็นปัญหาที่มีความสำคัญอย่างยิ่งใน เรื่องของการจัดการสัตว์ป่าและพื้นที่อนุรักษ์
ในประเทศไทย กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช รายงานว่ามีปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างเกิดขึ้นในพื้นที่อนุรักษ์อย่างน้อย ๒๐ แห่ง อาทิอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อุทยานแห่งชาติกุยบุรี เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเอาอ่างฤาไน และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ เป็นต้น และมีแนวโน้มว่า จะขยายตัวและมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นในอนาคต การหามาตรการที่มีประสิทธิภาพในการจัดการกับปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างจึงเป็นความท้าทายที่สำคัญอย่างหนึ่งต่อการอนุรักษ์และการจัดการช้างป่าในปัจจุบัน
ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างไม่ใช่เรื่องใหม่ และการที่ช้างออกมากินพืชเกษตรนั้นได้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางมาเป็นเวลานานแล้วทั้งในทวีปเอเชียและแอฟริกา ถึงขนาดที่นักวิชาการบางท่านเชื่อว่า ปัญหานี้เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของยุคที่มนุษย์เริ่มทำเกษตรกรรม เสียด้วยซ้ำ
 นายวรวิทย์ โรจนไพฑูรย์  ผู้อำนวยการสถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์ฯเปิดเผยว่า สถานะการณช้างในตอนนี้ ปัจจุบันช้างเลี้ยงที่เสียชีวิตก็เกิดจากโรคภัยไข้เจ็บและการเกิดอุบัติเหตุ ถ้าเกิดว่าเรานำช้างเลี้ยงมาเดินเร่ร่อนจะทำให้เกิดอุบัติเหตุและอาจจะบาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้ซึ่งจะเป็นข่าวมาโดยตลอด   จำนวนประชากรช้างเลี้ยงและช้างป่าอดีตเรามีหลายหมื่นเชือก แต่ในปัจจุบันเรา มีอยู่ประมาณ5000 กว่าเชือก ช้างเลี้ยงมี ประมาณ3000เศษ และช้างป่าประมาณ2000 กว่าเชือก เนื่องจากเรามีการรณรงค์ในการอนุรักษ์ช้างขึ้น สถานการณ์ ก็ดีขึ้นเล็กน้อยแต่ก็ยังไม่ดีมากจนเป็นที่หน้าพอใจเนื่องจากว่ามันมีอัตราการตายของช้างยังมากอยู่และช้างป่าจะต้องอพยพตามแนวตะเข็บชายแดนไทยพม่า เฉพาะฉะนั้นช้างป่าที่ทางกรมอุทยานสำรวจมันก็มีประมาณ2000กว่าเชือก และจากการที่มนุษย์เข้าไปฆ่าและลักลอบเอาช้างป่าสวมเป็นช้างเลี้ยงมันน่าที่จะทำให้ช้างป่ามีจำนวนลดลงซึ่งก็น่าเป็นห่วง
ส่วนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับช้างของเรามีหลายฉบับ มีกระทรวงมหาดไทยกรมการปกครอง ที่จะคอยดูแลเรื่องของ พ.ร.บ. สาธารณะ 2482  ดูแลในเรื่องของการจดตัวรูปพรรณและก็มีของกรมปศุสัตว์นั้นก็คือ พ.ร.บ. โลกระบาดสัตว์ ซึ่งจะดูแลเรื่องของการนำช้างเข้ามาในเมือง มันมีโรคระบาดหรือเปล่ามีการเคลื่อนย้ายที่ถูกต้องไหม เพราะการเคลื่อนย้ายช้างเข้าสู่ตัวเมืองต้องมีการแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ของกรมปศุสัตว์และก็จะมีกฎหมายของทางตำรวจในเรื่องของกฎหมายจราจรและก็กฎหมายของเทศกิจเอง ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพมหานคร หรือจังหวัดต่างๆซึ่งมีเทศบาลเทศกิจอยู่ กฎหมายต่างๆเหล่านี้มันมีบทลงโทษที่ต่ำ ทางกรุงเทพมหานครก็ออกกฎหมายใหม่มา เพื่อห้ามนำช้างเข้ากรุงเทพฯ ได้ปรับปรุงบทลงโทษให้สูงขึ้นมีการจำคุกมากขึ้นแต่ก็ทำได้ที่กรุงเทพฯ  แต่ทางจังหวัดอื่นก็ไม่ได้มีการปรับแก้ทางกฎหมายทางเทศบัญญัติ ช้างก็จะเดินเร่รอนในกรุงเทพน้อยลงแต่ว่าจะไปทางตามจังหวัดต่างๆมากขึ้น
อนาคตของช้างมันก็อยู่ที่พวกเรา คนไทยทุกคนต้องช่วยกันและหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องต้องช่วยกัน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเองก็ได้เห็นถึงปัญหาเรื่องช้างเราเองก็หาแหล่งงานให้ควาญช้าง แต่ว่าการดำเนินการก็ต้องทำควบคู่กับการปรับแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับช้างด้วย กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับช้างปัจจุบันมันมีหลายฉบับ ตามความเห็นของผม มันควรจะรวบรวมมาเป็นฉบับเดียวเป็นพ.ร.บ.สัตว์ สัญลักษณ์ ของชาติก็ได้ ก็คือคลุมหมดเลยมีบทลงโทษให้หนักขึ้นและมีกองทุนต่างๆเพื่อที่จะช่วยเหลือช้างได้ สุดท้ายยากจะเชิญชวนคนไทยทุกคนช่วยกันอนุรักษ์ช้างให้อยู่คู่คนไทยตลอดไปนายวรวิทย์ โรจนไพฑูรย์ กล่าวทิ้งท้าย
ประเทศไทย นับได้ว่าโชคดีที่ช้างเป็นสัตว์ป่าที่มีคุณค่าสูงยิ่งในเชิงวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ทำ ให้คนทั่วไปมีความรู้สึกในเชิงบวกต่อช้าง อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการที่ช้างเข้ามากินหรือทำลายพืชผลทาง การเกษตร จากปัญหาความรุนแรงของความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่า ในแง่ของนักอนุรักษ์หรือผู้จัดการพื้นที่อนุรักษ์ แล้วจะเห็นได้ว่า มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการหามาตรการที่ทำให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถอยู่ร่วมกับช้างได้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือทำอย่างไรให้ เกษตรกรสามารถอยู่ร่วมกับช้างได้อย่างยั่งยืน บทสรุปหนึ่งที่ได้จากการศึกษาปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าคือ ตราบใดที่คนและช้างป่ายังอาศัยและหากินอยู่ในพื้นที่ที่สามารถใช้ได้ ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ทุกๆวิธีการที่ดำเนินการจะเป็นเพียงแนวทางในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น เพราะ มันกลายเป็นเรื่องของลิ้นกับฟัน ที่ต้องกระทบกระทั่งกันบ้างเป็นธรรมดา ประเด็นเดียวที่เรา ต้องคำนึงถึงต่อการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเหล่านี้กันต่อไปในอนาคต หากไม่ตัดสินใจเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ นั่นคือ เราต้อง เรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน ซึ่งนั่นก็เป็นคำตอบที่ดีว่า

วันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555


คอลัมน์คุยกับกรุงเทพฯ
โดย อดัมชินจัง
                                                 


                                         กรุงเทพฯของใคร......



           เราเห็นความงามไม่เท่ากัน คนเราต่างกันที่ความคิดและความรู้สึก..... ผมเปิดประโยคสนทนากับเพื่อนหนุ่ม มันเป็นประโยคสนทนาสั้นๆระหว่างเพื่อนกับเพื่อน เพื่อนผู้พิสมัยความงามแบบฉาบฉวยจับต้องสัมผัสได้เพียงภายนอกที่ได้พบเห็น และชอบตัดสินสิ่งที่เห็น ว่าดีหรือเลว  ชอบหรือรังเกียจ สวยงามหรือสกปรก  มันเป็นประโยคสนทนาเริ่มต้นและเป็นประโยคจบในคราวเดียวกัน ความเงียบเข้ามากั้นระหว่างเรา ความคิดกำลังทำงานในการรับรู้ผ่านสายตาที่บอกถึงความงามของเราไม่เท่ากัน ในการมองสังคมและการตัดสินตามความคิดเพียงฝ่ายเดียว และแคบ
พ.ศ.2555...  กรุงเทพฯของคนเก็บขยะ...เป็นการทำงานบนซากข้าวแกงเน่าบูด คราบเสลด ขี้บุหรี่  และสิ่งของไร้ค่าของคนเมือง มันสร้างอาชีพได้ เสียงของคนเก็บขยะบอกกับตัวเอง ทุกที่ล้วนมีขยะผมเห็นขุมทรัพย์จากกองขยะ ถ้าโชคดี วันนี้คงได้ตุ๊กตาแขนหักไปฝากไอ้หนูแดง...  กรุงเทพฯของคนขับรถแท็กซี่เป็นการทำงานบนสายตาที่ว่องไวเหมือนเหยี่ยวหลังพวงมาลัยในการรับผู้โดยสายและขาที่คอยเยียบหรือถอนคันเร่ง เป็นเรื่องปกติถ้าผมจะหักพวงมาลัยรับผู้โดยสารโดยลืมมองรถที่ตามมา ประการต่อมาล้อรถต้องเล็กเพื่อรอบมิเตอร์จะได้เพิ่มเร็วขึ้น มันเป็นการทำงานแข่งกับเวลา เวลากะของผมมันหมายถึงเงินค่าเช่ารถ  ค่าข้าว ค่าบุหรี่ และลูกเมียที่คอยสวดมนต์ว่าวันนี้พ่อคงโชคดีไม่โดนโจนปล้นเวลาและชีวิต...กรุงเทพฯของคนขายน้ำอ้อยเป็นการตัดพ้อต่อโชคชะตาที่ต้องมาเจอกับเทศกิจในเวลางาน   มันไม่ให้ผมขาย มันจับและปรับ แล้วผมจะอยู่อย่างไร สักวันถ้าผมเหลืออด ผมจะตีมันด้วยขวดใส่น้ำอ้อยให้หายแค้นเป็นความคิดของคนขายน้ำอ้อย.... กรุงเทพฯของตำรวจจราจรเป็นการตั้งด่านกวดขันวินัยของผู้ขับรถมันหมายถึงเงินค่าปรับแต่ผมลืมบอกว่าวินัยมันสร้างที่โรงเรียนและฝังจบอยู่ในนั้น พ.ศ.นี้หลายคนลืมว่าเคยมีวินัย...กรุงเทพฯของนักหนังสือพิมพ์เป็นการเขียนข่าว PR องค์กรหรือตัวบุคคล ให้ดูแนบเนียนมากกว่าอุดมการณ์ของนักหนังสือพิมพ์...ก็มันทำให้หนังสือของผมอยู่รอดนี่หว่าเสียงจากบรรณาธิการหลังแป้นพิมพ์ขณะจิบไวน์คาราแพงที่เป็นของกำนัลบริษัทPR...และหลายๆตัวละครของกรุงเทพฯที่น่าทำความรู้จักในพ.ศ.นี้หรือ พ.ศ. ไหน มันเป็นตัวละครที่น่ารักและผมจะบันทึกตัวละครเหล่านั้นผ่านหน้ากระดาษแห่งนี้ไม่ให้มันดูว่างเปล่าเพื่อส่งผ่านไปยังผู้อ่านในการทำความรู้จักกับกรุงเทพเมืองหลวงของประเทศไทย
กรุงเทพฯ พ.ศ.นี้ของผมต่างจาก พ.ศ.ของคุณรงค์ วงษ์สวรรค์ ผู้เป็นครูสอนชั้นเชิงในการมองชีวิตคนกรุงผ่านงานเขียน  กรุงเทพฯรจนา  แต่กรุงเทพฯก็ยังเย้ายวนให้ผมหลงใหลในบางห้วงเวลา.... จอดให้ผมลงหน่อยกรุงเทพฯผมจะลงไปคุยกับคุณ....






สมองเสื่อมภัย
ที่มากับสังคมสูงวัย........

เรื่อง อดัม ชินจัง










ถ้าวันหนึ่งคุณหรือคนรอบข้างที่คุณรัก ตื่นขึ้นมาพร้อมกับการสูญเสียความทรงจำอย่างเฉียบพลัน  ความนึกคิดเปลี่ยนไป ความสามารถเปลี่ยนไป บุคลิกเปลี่ยนไป ทุกอย่างที่เป็นตัวของเราเปลี่ยนแปลงไป บางสิ่งบางอย่างที่เคยทำได้ดีที่สุด เปลี่ยนเป็นการทำไม่ได้เลย ความไร้สามารถเข้ามาแทนที่ความเก่งที่เราเคยมี
กว่า90%ที่คนรอบข้างของผู้ป่วยที่เป็นโรคสมองเสื่อมไม่รู้ว่าคนๆนั้นกำลังป่วยเป็นโรคสมองเสื่อม ทำให้เกิดปัญหาความวุ่นวายขึ้นในครอบครัว โรคสมองเสื่อมกำลังเป็นภัยมืดที่เข้ามาสูสังคมที่มีคนสูงวัย อย่างเงียบๆตัวเลขการเติบโตของโรคมีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และที่น่าเป็นห่วงคือตัวเลขคนที่เป็นโรคสมองเสื่อม เริ่มมีช่วงอายุที่น้อยลงเรื่อยๆ....
ภาวะสมองเสื่อม(dementia) เป็น ความผิดปกติของสมองที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ โดยมีโรคหลายชนิด ที่เป็นสาเหตุของกลุ่ม อาการนี้ โรคที่พบบ่อยได้แก่ โรคอัลไซเมอร์ และโรคสมองเสื่อมเหตุหลอดเลือด เนื่องจากสัดส่วนประชากรสูงอายุที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต ภาวะนี้จึงมีความสำคัญมากขึ้นเพราะก่อให้เกิดความเสียหายต่อครอบครัว สังคม และเศรษฐกิจของชาติดังนั้นความรู้ความเข้าใจในการป้องกัน และรักษาโรคนี้จึงมีความสำคัญ อย่างยิ่ง 
          โรคอัลไซเมอร์ เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของกลุ่มอาการสมองเสื่อม โรคนี้เกิดจากความเสื่อมของเซลล์ประสาทในสมอง โดยเชื่อว่า น่าจะเกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรมร่วม กับปัจจัยสิ่งแวดล้อม  โรคนี้เพิ่ม ขึ้น เรื่อย ๆ ตามอายุของผู้ป่วยโดยเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าทุก ๆ 5ปีของอายุที่เพิ่มขึ้นจาก  60ปี ในประเทศไทยเองมีการศึกษาถึง ความชุกของภาวะสมองเสื่อมในชุมชนโดยพบประมาณ9.88 รายต่อประชากร100คนที่มีอายุมากกว่า 60  ปี
 ผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมมักมีอาการหลักอยู่ 2 กลุ่ม คือปัญหาด้านความจำและปัญหาด้านพฤติกรรมหรืออารมณ์
ผู้ป่วยในระยะแรกอาจไม่สังเกตว่า เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น  ผู้ป่วยมักมีอาการแบบค่อยเป็นค่อยไป ส่วนใหญ่มักไม่ทราบว่าตนเองเริ่มมีปัญหาด้านความจำจนกระทั่งเกิด อาการเฉียบพลัน ให้เห็นว่ามีความผิด ปกติ รุนแรงขึ้น เช่น หลงทาง เกิดอุบัติเหตุ ญาติสงสัยว่าจะเป็น โรคนี้ หรือมีอาการสับสนเฉียบพลันหลังป่วยด้วยโรคอื่น หรือเกิดหลังผ่าตัด ฯลฯ
ภาวะของสมองที่ เสื่อมถอยลงเรื่อย ๆ จนมีผลต่อ สติปัญญา อารมณ์ การตัดสินใจ การดำเนินชีวิต ประจำวัน อาชีพและสังคมในที่สุด ในอดีต เรามักเชื่อกันว่า อาการหลงลืมในผู้สูงอายุ เป็นเรื่องปกติของคนที่มีอายุมากขึ้น เป็นการหลงลืมตามวัยยิ่งมีอายุมากขึ้น ก็จะยิ่งหลงมากขึ้น แต่ความเชื่อดังกล่าวไม่ได้ถูกต้องทั้งหมด ยังมีผู้ป่วยอีกส่วนที่มีอาการสมองเสื่อม ซึ่งเกิดจากทำงานของสมองใหญ่ผิดปกติ ทำให้มีผลต่อการประกอบกิจวัตรประจำวัน รวมทั้งพฤติกรรม บุคลิกภาพ และอารมณ์  
พ.ญ .สิรินทร ศิริกาญจน นายกสมาคมผู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม กล่าวถึงภาวะสมองเสื่อมในประเทศไทยว่า เรามีผู้สูงอายุประมาณ 10 เปอร์เซ็นกว่า เมื่อไรก็ตามที่ผู้สูงอายุเกินกว่า10 เปอร์เซ็น เราเรียกว่าสังคมนั้นเป็นสังคมผู้สูงวัย ปัจจุบันเรามีประชากรซัก 60 กว่าล้าน คน ผู้สูงอายุก็มีประมาณ 6-7 ล้าน เรามีคนที่มีความสามารถทางสมองที่เปลี่ยนไปของผู้สูงอายุ ประมาณ10 เปอร์เซ็น ของผู้สูงอายุ จาก6 ล้านกว่าคน ของผู้สูงอายุ ก็มีประมาณ 600.000 กว่าคน ถ้าถามว่า หกแสนกว่าคนต้องป่วยไหม ถ้าคำนวณง่ายๆอย่างน้อยก็สามแสนคนขึ้นไป
สาเหตุที่เกิดโรค
ถ้าจะตอบแบบให้ง่ายๆก็คือมันเป็นโรคที่เกิดขึ้นในสมอง เสื่อมสลายลง กลุ่มที่มันเสื่อมเราเองก็ไม่ทราบว่ามันเกิดอะไรขึ้น กลุ่มนี้จะเกิดทางตะวันตก มาก โรคนี้ที่เรารู้จักกันดีที่เรียกว่า อัลไซเมอร์ ภาษาหมอเรียกว่าโรคที่เกิดจากการเสื่อมสลายของสมอง เริ่มต้นมันอยู่ในสมองตัวเนื้อสมองเองมันเสียไป ที่จริงในกลุ่มนี้ยังมีโรคอื่นๆอีกมากมายที่คุณๆไม่คุ้นชื่อ ลักษณะโรคทางเทคนิคก็แตกต่างกันออกไป อีกกลุ่มหนึ่งที่เจอก็คือเป็นเรื่องอื่นๆนอกสมองแล้วทำให้สมองเสียหายไป อันที่เจอบ่อยที่สุดก็คือ หลอดเลือดไปเลี้ยงสมองมีความบกพร้อง เราเรียกสมองเสื่อมที่เกิดจากหลอดเลือด หลอดเลือดสมองตีบ เจอในคนไข้ที่มีความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดมาก กลุ่มนี้ก็จะมีหลอดเลือดตีบ เช่นตีบที่หัวใจ ตีบที่สมอง ถ้าไปโดนที่เรื่องของความรู้ความจำความสามารถคนไข้อาจเกิดอาการสมองเสื่อมได้ ในตะวันตกเราพบโรคอัลไซเมอร์มากกว่าหลอดเลือด ส่วนทางตะวันออกเราพบปัญหากล่ำกึ่งกัน ระหว่างอัลไซเมอร์กับหลอดเลือด
จริงๆแล้วเรามีสังคมที่แก่ลง คือเรามีคนสูงอายุมากขึ้น คือโรคมันมีอยู่แล้วมันอาจพุดขึ้นมาตอนอายุ 70-80  อันนี้ก็เป็นเพราะสังคมสูงวัยขึ้น ส่วนเรื่องของหลอดเลือดก็มีเพราะชีวิตความเป็นอยู่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้เราใช้ชีวิตต่างออกไป ลองคิดดูสมัยก่อนกินข้าวเสร็จกินน้ำเปล่าอย่างเดียว ต่อมาเราก็มีน้ำอัดลมมีน้ำผลไม้ปั่น เราได้น้ำตาลเข้าไปเยอะ วิถีการกินเราเปลี่ยนไป ส่งผลต่อหลอดเลือด อาจารย์คิดว่าต่อไปเราก็อาจเจอคนที่เป็นสมองเสื่อมในอายุน้อยลง เราต้องปรับวิธีการกินของเรา อ่อนหวาน อย่ากินหวานมาก อย่ากันของมันๆเยอะ ต้องกินข้าวกินผักกินเนื้อสัตว์ปานกลางกินน้ำมันน้อยๆ แล้วของหวานก็กินพอหอมปากหอมคอ พอ รู้จักกิน และออกกำลังกาย
เราจะรู้ได้อย่างไรว่าคนใกล้ตัวเราเริ่มมีภาวะสมองเสื่อมแล้ว
มันมีหลายแบบ หลายครั้งคนไข้กลุ่มหนึ่ง ก็จะมาแบบว่าพูดซ้ำๆหรือเล่าเรื่องซ้ำๆเดิมๆที่ตัวเองเป็นอยู่ เรื่องเดิมเรื่องเดียว พูดซ้ำๆอย่างเดิมอันนี้ผิดปกติแล้ว อาจจะยังไม่เห็นความเสื่อมอย่างชัดเจน หรือเกิดเหตุการณ์อะไรบางอย่างเช่น ขับรถชนอะไรมา กลับตอบไม่ได้ว่าไปทำอะไรมา คือเรื่องอะไรที่น่าจะจำได้กลับจำไม่ได้ อย่างนี้มันเป็นภาวะความเสี่ยงที่เป็นโรคความจำเสื่อมแล้ว
จากประสบการณ์ของคุณ คุณนวลศรี อนันตกูล ที่ดูแลพี่สาวที่ป่วยเป็นโรคสมองเสื่อมเล่าประสบการณ์ว่า พี่สาวป่วยเป็นโรคนี้มาตั้งแต่อายุ 52 ตอนนี้63  ตอนนั้นยังไม่ได้สนใจว่าผิดปกติ พี่สาวไปซื้อกับข้าวแล้วลืมเอากลับมา คิดว่าเป็นการลืมแบบผู้สูงอายุ ทั่วไป  ตอนหลังลืมสุดๆ แกเป็นคนขับรถเก่งมาก แต่ขับรถไม่ได้เลย ไม่ใช้ว่าขับรถไม่ได้อย่างเดียวแต่ไม่ทราบว่ากำลังขับรถ แล้วก็ไม่ทราบว่าอยู่บนถนน ไม่ทราบว่าจะไปไหน ไม่ทราบหมดทุกอย่างเลย และอีกอย่างพี่สาวเป็นคนทำขนมเค้กเก่ง แต่ทำไม่ได้เลย แกลืมมาก ความสามารถลดลง
ส่วนคุณ แม่ทัพ ต. สุวรรณ ที่ดูแลคุณแม่ที่ป่วยเป็นโรคสมองเสื่อม กล่าวว่า จริงๆทุกๆ6เดือน มันมีอะไรใหม่ๆตลอด เหมือนกับความรู้ความเข้าใจความสามารถเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่โชคดีที่ทุกวันนี้ท่านยังเดินได้ เคียวข้าวได้ แต่เรื่อง พูด เขียนหนังสือนั้นหายไป ก่อนหน้านี้เราไม่คอยได้รับความร่วมมือจาก การทานอาหารเท่าไหร่ จะคล้ายเด็กๆ กินสี่ห้าคำแรก ตอนหิว พอมีอาหารลงไปในท้อง ก็หันหน้าหนีบ้างลุกเดินหนีบ้าง แต่วันนี้ก็ดีขึ้น อาการจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ มีอะไรแปลกๆให้เราได้แก้เรื่อยๆ อย่างที่อาจารย์บอกคนเป็นโรคนี้จะทำอะไรไม่มีเหตุมีผล เวลาเดินก็จะเดินจนหน้าติดกำแพงถึงจะหยุดก็มี มีอยู่คืนหนึ่งแกลุกขึ้นมาเดินแล้วก็ไปล้มก้นกระแทก ทำให้กระดูสันหลังทรุดไปสองข้อ เราไม่รู้เรื่อง คนที่ป่วยเป็นโรคสมองเสื่อมเราต้องดูแลอย่างใกล้ชิด
รายงานขององค์การโรคอัลไซเมอร์ระหว่างประเทศ(Alzheimer’Disease International: ADI) ปี พ.ศ.2553 ระบุว่ามีผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมทั่วโลกมากกว่า 35 ล้านคน อยู่ในเอเชียอาคเนย์ 2.4 ล้านคน ในประเทศไทยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ซึ่งทำงานสำรวจในประชากรโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่4 ในปี พ.ศ.2551-2552 จำนวนทั้งสิน 21,960 คน มีผู้ที่อายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป จำนวน 44%  หรือ 9,720 คน พบว่า ผู้สูงอายุ ที่อายุ 60ปีขึ้นไป มีภาวะสมองเสื่อม 12.4% โดยในผู้ชายพบ9.8% ขณะที่ผู้หญิงอยู่ที่15.1% แบ่งตามช่วงอายุ 60-69 ปี อยู่ที่7.1% ช่วงอายุ 70-79 ปีอยู่ที่ 17.4% และอายุ80ปี ขึ้นไปพบสูงถึง32.5%  ขณะที่ข้อมูลผลการสำรวจ ประชากรสูงอายุ ปี พ.ศ.2553 จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ สัดส่วนผู้สูงอายุที่12% ของประชากรและประมาณว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 17 % ในปี 2563 โดยประมาณของผู้ป่วยสมอง เสื่อมทั้งประเทศมีอย่างน้อย 3 แสนคน และที่น่าตกใจคือ กว่า90% ผู้ป่วยเหล่านี้ รวมทั้งญาติและผู้ดูแลไม่ทราบว่าเป็นสมองเสื่อม

ในภาวะปัจจุบัน สิ่งที่จะมาทำลายสมองมีมากมายหลากหลายสาเหตุ ความเคียด  การใช้ยาบางชนิด อาหารการกิน และอีกหลายๆอย่างที่เกิดขึ้นในการดำเนินชีวิตประจำวัน สังคมที่แข่งขันกันในทุกด้านทำให้การดำเนินชีวิต ของคนเมือง เปลี่ยนไป ความรีบเร่ง การกินอย่างรีบด่วน และการใช้ชีวิตอย่างไม่ดูแลสุขภาพ ทำให้เกิดภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ รวมทั้งโรคสมองเสื่อม
โรคภาวะสมองเสื่อมเป็นโรคที่ยังไม่มียาตัวไหนที่จะรักษาให้หายขาดได้ คนที่เป็นมีความทุกข์พอๆกับคนรอบข้างที่ดูแล บางคนเคยเป็นคุณพ่อที่เก่ง บางคนเคยเป็นคุณแม่ที่ดี ในอดีต ปัจจุบันความไร้สามารถเข้ามาแทนที่ คนรอบข้างเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ที่จะทำให้อาการคนไข้นั้นดีขึ้นหรือแย่ลง  ถ้าเราเป็นคนหนึ่งที่ต้องดูแลคนไข้ที่ป่วยให้เราทำความเข้าใจกับตัวเองว่า เราไม่ได้ป่วย เรากำลังดูแลคนป่วย ที่ไม่มีเหตุผลในการแสดง พฤติกรรมต่างๆ ที่ผิดเพียนไปในชีวิตประจำวัน อย่าไปถือสาอะไรกับคนป่วยโรคสมองเสื่อม  ถ้าสังคมรอบข้างคนป่วยเข้าใจ บางที่อาการที่เลวร้ายต่างๆก็อาจดีขึ้นไม่มากก็น้อย






วันเสาร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ปี 55 งานเลือกคน....หรือคนเลือกงาน







แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2555 มีผู้ให้มุมมองและประเมินอัตราการขยายตัวไว้อย่างหลากหลาย ส่วนใหญ่เห็นพ้องกันว่า เศรษฐกิจจะเติบโตขึ้นจากการฟื้นฟูหลังน้ำลด ที่จะมีผลต่อการขยายตัวด้านอุปสงค์ในประเทศเป็นหลัก ทั้งจากการอุปโภค บริโภค และการลงทุน อีกทั้งยังได้รับแรงสนับสนุนการใช้จ่าย การลงทุนของรัฐบาล ที่จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
การชี้วัดเศรษฐกิจนั้นมีวิธีการวัดภาพสะท้อนจากหลายวิธี เช่น ดูจากผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม การบริโภคและการลงทุน ยอดขายปลีก ตัวเลขการว่างงาน และการสร้างบ้านที่อยู่อาศัย....
ตัวเลขการว่างงานก็เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่สำคัญในการวัดค่าเศรษฐกิจ จากข้อมูลของสานักงานสถิติแห่งชาติ ในปี54  ไตรมาสที่ 3พบว่า มีตำแหน่งงานว่าง 101,439 อัตรา มี ผู้สมัครงาน 152,726 คน กรุงเทพมหานครมีอัตราการว่างงานสูงสุดร้อยละ 1.07 รองลงมาได้แก่ ภาคกลางร้อยละ 0.72 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือร้อยละ 0.68 ภาคเหนือร้อยละ 0.55 และภาคใต้ร้อยละ 0.50 ตามลาดับ
 ผลจากการสำรวจธุรกิจทางการค้าและธุรกิจทางการบริการ ทุกๆ2ปี จากสานักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า มีสถานประกอบการธุรกิจฯ ทั่วประเทศจำนวนทั้งสิ้น1.6 ล้านแห่ง โดยส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประมาณร้อยละ 25.1 และเป็นสถานประกอบการที่มีคนทำ งาน 1-15 คน ในสัดส่วนสูงที่สุดถึงร้อยละ 98.4และการประกอบธุรกิจที่สำคัญ ได้แก่การขายปลีก(ยกเวนยานยนต์และรถจักรยานยนต์) รวมทั้งการซ้อมแซมของใช้ส่วนบุคคลและของใช้ในครัวเรือน ประมาณร้อยละ48.1สำหรับคนทำงานในสถานประกอบการธุรกิจทั่วประเทศมีทั้งสิ้นประมาณ5.0 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นลูกจ้างหรือมีการจ้างงานประมาณ2.8 ล้านคนโดยได้รับค่าตอบแทนเฉลี่ย139,757  บาทต่อคนต่อปีส่วนมูลค้ารายรับ ค่าใช้จ่าย และมูลค่าเพิ่มของสถานประกอบการรวมทั้งสิ้นประมาณ7.6 ล้านล้านบาท
ปี 2554 เป็นปีที่ตลาดแรงงานมีความตื่นตัวมากในประเทศไทย และยังแฝงด้วยความท้าทายในหลายแง่มุม ทำให้ในปีนี้ ตลาดแรงงาน เกิดตำแหน่งงานใหม่ พร้อมการจ้างงานในตำแหน่งต่างๆเพิ่มมากขึ้น และเพื่อการย่างเข้าสู่ปี 2555 อย่างมั่นคง ฝ่ายทรัพยากรบุคคลของ องค์กรต่างๆ ยังคงมุ่งมั่นในการมองหาคนที่ใช่ให้กับองค์กร และในทางตรงกันข้ามทางผู้สมัครก็มองหางานที่ตอบโจทย์ความต้องการใน การทำงานเช่นกัน ซึ่งงานวิจัยจากอเด็คโก้ จะช่วยให้องค์กรต่างๆได้เห็นถึงมุมมองในความต้องการของคนทำงานได้ดียิ่งขึ้น
จากผลการสำรวจระยะเวลาทำงานโดยเฉลี่ยในการทำงานกับบริษัทหนึ่งๆกลุ่มคนทำงานส่วนใหญ่ ให้ความเห็นว่าไม่เกิน 5 ปี สูงที่สุดถึง 38% รองลงมาคือ มากกว่า5 ปี 34% และ เพียงร้อยละ 1 ที่ให้ความเห็นว่าทำงานโดยเฉลี่ยเป็นเวลานาน 1 ปี ซึ่งปัจจัยแปรผัน ตรงระหว่างกลุ่มคนทำงานกับระยะเวลาในการทำงาน ขึ้นอยู่กับเนื้อ งานและผลตอบแทน
สำหรับช่วงเวลาที่คนทำงานสามารถสร้างสรรค์ผลงานได้ดีที่สุด กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่าช่วงเช้า(9.00-11.00 น.) 60% เป็นช่วงเวลาที่สามารถสร้างสรรค์ผลงานได้ดีที่สุด รองลงมาคือ ช่วง บ่าย (14.00-16.00 น.) 18% ช่วงเวลาต่อมามีความถี่เท่ากันที่ 9% คือ ช่วงกลางวัน (11.00-14.00 น.)และช่วงเย็น (16.00-18.00 น.)
ปัจจัยที่ส่งเสริมให้ทำงานได้อย่างมีความสุขที่สุด กลุ่มคนทำงาน ส่วนใหญ่ ให้ความเห็นว่าบรรยากาศในการทำงาน 48% เป็นปัจจัย ที่ส่งเสริมให้ทำงานได้อย่างมีความสุขที่สุด รองลงมาคือ เพื่อนร่วม งาน 35% และน้อยกว่า3% คือ หัวหน้างาน และวัฒนธรรม/นโยบาย องค์กร
จากผลสำรวจบริษัทจะเลือกรับคนเข้าทำงาน
 คัดเลือกจากความรู้ความสามารถเป็นหลัก สูงถึง 50% และเหตุผล รองลงมา33% เลือกรับคนเข้าทำงานจากทัศนคติที่มีต่อ การทำงานและ 12% คือความเข้ากันได้กับวัฒนธรรม องค์กร
ความคาดหวังต่อระยะเวลาการทำงานกับบริษัท
43% ตอบว่าอย่างน้อย 3 ปี รองลงมา25% ตอบว่าอย่างน้อย 5 ปีและ 9% จากแบบสอบถามพบว่าแต่ละ บริษัทคาดหวังว่าผู้สมัครงานควรจะมีความภักดีกับ องค์กรและทำงานกับบริษัทเป็นระยะเวลานานอย่างน้อย 1 ปีขึ้นไป
ความเห็นเรื่องการเสนอเงินเดือนสำหรับการรับ พนักงานใหม่ (%ที่เพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับงาน เดิม)
93 % จากผลสำรวจเชื่อว่าในปี 2555 สามารถเสนอ ให้ 5-10 % และมีเพียงแค่ 6% ที่ให้ความเห็นว่าสามารถ เพิ่มขึ้นได้ 10% ขึ้นไป
ปัจจัยที่ส่งผลให้พนักงาน ทำงาน ได้อย่าง มี ประสิทธิภาพ
36%จากผู้ทำสำรวจให้ความเห็นว่าลักษณะงานที่เหมาะสมจะมีส่วนช่วยให้พนักงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองลงมา21%มองว่าเงินเดือนและผลตอบแทนเป็นสิ่งสำคัญ อันดับต่อมาเพียง16%เชื่อว่าปัจจัยที่สนันสนุนให้พนักงานทำงานอย่างมี ประสิทธิภาพคือเพื่อนร่วมงาน
ปัจจัยที่ส่งผลให้พนักงานทำงานได้อย่างมีความสุข
เชื่อว่าบรรยากาศในการทำงาน 64% รองลงมาคือ เพื่อน ร่วมงาน 22% และเพียงแค่ 7% เชื่อว่าเงินเดือนและผล ตอบแทนเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้พนักงานทำงานได้อย่างมี ความสุข
นางสาวธิดารัตน์ กาญจนวัฒน์  ผู้จัดการประจำประเทศ กลุ่มบริษัทอเด็คโก้ประเทศไทย กล่าวว่า จากข้อมูลของบริษัทอเด็คโก้ ตลาดแรงงานในปี 54  อัตราการเติบโตมากกว่า 20% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ส่วนในกลุ่มของพนักงานชั่วคราว หรือสัญญาจ้างมีอัตรการเติบโตมากกว่า 30% โดยประมาณ
คาดว่าปี พ.ศ.2555 ตลาดแรงงานน่าจะมีอัตราการเติบโตขึ้นอีก เนื่องจากความต้องการด้านแรงงาน ณ ปัจจุบันถึงแม้จะเกิดวิกฤตการณ์น้ำท่วม แต่ความต้องการด้านแรงงานยังไม่ลดลง ส่วนแรงงานที่เกิดใหม่จะเป็นในส่วนของงานดีไซน์ งานติดต่อราชการ งานด้านการแพทย์และวิทยาศาสตร์outsourcing ต้องการเพิ่มขึ้น Talent shortage skill เป็นคนกำหนดราคาตลาด ส่วนงานที่ยังคงเป็นที่ต้องการในอีก 1ถึง 5 ปีข้างหน้า คาดว่าจะเป็นในส่วนของงานขาย ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ช่วยหารายได้เข้าองค์กร ตำแหน่งอื่นๆจะเป็น ไอที วิศว และพนักงานสนับสนุนอื่นๆเช่น บัญชี บุคคล ธุรการ ส่วนงานที่อาจจะชะลอตัวลงบ้างอาจเป็นในส่วนของเทคโนโลยีที่ตกยุค ทั้งหมด
ทักษะยังเป็นที่ต้องการ ไม่วาจะเป็นทักษะด้านเทคโนโลยีบางประเภท เช่น Digital marketing, Software ที่เปลี่ยนแปลง, Telecommunicaiton, Network ฯลฯ และทักษะบางส่วนที่ไม่เป็นที่นิยม หรือเลิกใช้แล้ว ส่วนในภาคอุตสาหกรรมบางประเภทที่นำเครื่องจักรมาทดแทนคนทำงาน ดังนั้น ความต้องการคนทำงานไร้ทักษะจะลดลง และต้องการคนทำงานที่เป็นแบบ Semi-skill ที่มาช่วยoperate เครื่องจักรเพิ่มขึ้น
จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในครั้งนี้ อาจทำให้มีการย้ายฐานการผลิตจากทางอยุธยา ปทุมธานีมายังฝั่งตะวันออกมากขึ้น ทำให้เกิดการโยกย้ายแรงงานตามมาด้วย ทั้งนี้ แนวโน้มความต้องการของตลาดแรงงานหลังเหตุการณ์ครั้งนี้ นอกจากการโยกย้ายฐานแรงงานไปสู่พื้นที่ฝั่งตะวันออกทั้งแบบชั่วคราวและถาวรแล้ว อาจทำให้เกิดความต้องการแรงงานมากขึ้นในสายงานเพื่อการฟื้นฟูธุรกิจ ตัวอย่างเช่นงานสายอุตสาหกรรม วิศวกรรม ไอที สายพัฒนาธุรกิจ งานทรัพยากรบุคคล งานบัญชี-การเงิน งานขาย และงานการตลาด และสิ่งที่ยังต้องจับตามองต่อไปคือนโยบายการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำของภาครัฐหลังจากน้ำท่วม ที่อาจส่งผลให้แรงงานในกลุ่มชนชั้นแรงงานเกิดความสั่งคลอน และอาจยังส่งผลให้เกิดการปรับโครงสร้างเงินเดือนขององค์กร ทำให้องค์กรต่างๆต้องเตรียมพร้อมวางแผนในการรับมือกับสิ่งต่างๆที่จะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้
เรากำลังก้าวเข้าสู่ปี 2555 ซึ่งคนทำงานจะมีการวางแผนอาชีพที่ดี และมองหาสิ่งที่ตอบโจทย์ด้านอาชีพของพวกเค้ามากที่สุด รวมถึงข้อมูลที่ได้จากงานวิจัย ยังแสดงให้เห็นว่าตลาดแรงงานในอีก 1 ปีข้างหน้า จะเกิดการแข่งขันสูงในการเฟ้นหา คนที่ใช่ให้กับองค์กร เพื่อให้ดำเนินธุรกิจได้อย่างมีศักยภาพสูงที่สุด ในทางกลับกัน หากจะให้กล่าวถึงองค์กรในเมืองไทย ส่วนใหญ่จะต้องรู้ถึงความต้องการขององค์กร และสิ่งที่พวกเขาต้องสร้างให้กับพนักงาน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นองค์กรที่ใหญ่ หรือเล็กในตลาด ควรเข้าใจถึงความต้องการของคนทำงานว่าต้องการทำงานกับองค์กรที่สร้างแรงจูงใจและแรงบันดาลใจให้กับพวกเขา สำหรับปี 2012 ดิฉันคาดหวังว่าองค์กรต่างๆในเมืองไทยจะพัฒนาไปเป็นองค์กรที่เต็มไปด้วยความสุขและความสำเร็จนางสาวธิดารัตน์ กาญจนวัฒน์  กล่าวทิ้งท้าย
ประสบการณ์ในการทำงานยังเป็นสิ่งที่องค์กรต่างๆส่วนใหญ่ยังให้ความสำคัญมากที่สุด ทัศนะคติที่ดีต่องานที่ทำและผู้ร่วมงาน เป็นสิ่งที่ทำให้การทำงานมีความสุข ในแต่ละวันมนุษย์หมดเวลาไปกับการทำงานถึงหนึ่งในสามของวัน งานบางงานอาจต้องใช้ทั้งประสบการณ์และความสามารถ งานบางงานต้องใช้ความคิดและชั้นเชิงในการบริหาร งานบางงานใช้แรงกายอย่างเดียว งานสร้างความสำเร็จในชีวิตให้กับคน....  งานสร้างรายได้ผลตอบแทน....   งานเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินชีวิต วันนี้คุณเลือกงานที่ทำหรือว่างานในองค์กรนั้นเลือกคุณให้ทำงาน 


วันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ดอกไม้ของเวลา….

ดอกไม้ของเวลา….


โดย เกรียงศักดิ์ ปรีชาศิลป์
           ปีเก่ากำลังจะคืบคลานผ่านไป  วันเวลาที่ผ่านมา จนครบ365วัน ของปี  เราผ่านอะไรมาบ้างในการเดินทางของเวลา  รอยเท้าเวลาที่เคยเหยียบย่ำบนทางเดินชีวิต เป็นระยะทางไกลเท่าไร เราเท่านั้นที่รู้และเข้าใจได้ดี  ทุกคนกำลังเดินทาง  โดยมีเวลาเป็นตัวกำหนด ในรอบ24ชั่วโมงในหนึ่งวัน และ365วันจนครบหนึ่งปี เรามีเท่ากัน  ไม่มีใครโกงเวลา หรือได้เวลาน้อยกว่าใคร เราเท่ากันในเรื่องของเวลา....
คนบางคนอาจเดินทางในรอบปีมาแล้วหลายล้านกิโลเมตร การเดินทางมีชีวิต การเดินทางทำให้ใครหลายคนรู้จักชีวิต  การเดินทางทำให้ใครบางคนมีความหวัง  และการเดินของคนบางคนอาจทำให้หลายคนผิดหวัง  เวลายังคงความเที่ยงตรงอยู่เสมอ  หลายคนกำลังทิ้งเวลาของตัวเองไปกับลมหายใจที่เปลี่ยวเหงา  ในขณะที่บางคนกำลังร่าเริงกับเวลาแห่งเยาว์วัย
เวลาผ่าน...ชีวิตดำเนิน  เหตุการณ์หลายๆอย่างเปลี่ยนเป็นประสบการณ์ในแต่ละปี   เป็นครูที่ดี สอนให้เราได้คิด...ว่าควรทำอย่างไรในปีต่อไป  ตรวจสอบตัวเองเป็นการทำความเข้าใจกับตัวตนของเรา  ตรวจสอบคนอื่นเป็นการทำความรู้จักกับคนอื่นอย่างผิวเผิน  
ชีวิตมอบสิ่งดีๆหลายอย่างในรอบปี และชีวิตก็มอบความขมขื่นให้เราได้รู้จัก  เรารักในสิ่งที่จากหรือจากในสิ่งที่รักเป็นความขมขื่นพอกัน  ในรอบปีที่ผ่านมา เรามีเสียงหัวเราะมากมายเกิดขึ้น แต่เราก็มีน้ำตาแห่งความเสียใจมาทดแทน มันเป็นความจริงที่โหดร้าย  ชีวิตมีสองด้านเสมอ ฟ้ากว้างข้างบนนั้น ยังไงเราก็ยังยืนอยู่บนดินที่ต่ำใต้เท้าเรา  ได้ประสบกับการพลัดพราก...เราถึงรู้จักการคิดถึง   ท้องที่หิว...เราถึงรู้จักการอิ่ม ได้รับการแบ่งปัน...เราถึงรู้จักการมีน้ำใจ เห็นคนเลว...เราถึงรู้จักคนดี  เหรียญอีกด้านล้วนมีค่าสำหรับคนที่ทำความเข้าใจกับมัน  เป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตเราเติมเต็ม..... 
เวลามีค่าเสมอ  ถึงแม้จะอยู่กับคนที่ไม่รู้จักเวลา ชีวิตเดินออกมาจากปลายมดลูกสู่โลกกว้าง  ร้อยปีที่แล้วไม่มีเรา ...ร้อยปีนี้มีเรา ...และร้อยปีข้างหน้าก็ไม่มีเรา... เป็นความจริงของการมีชีวิตอยู่   ในช่วงเวลาหนึ่งมีเรา แต่อีกช่วงเวลาหนึ่งกลับไม่มีแม้กระทั่งลมหายใจอุ่นๆของเราหรือของใคร  ประวัติของคนที่มาก่อนบางคนมีประวัติที่น่าจดจำ น่ายกย่องหรือเทิดทูน  เป็นประวัติศาสตร์ ที่ยิ่งใหญ่ให้คนรุ่นต่อมาได้รู้จัก แต่บางคนกลับถูกกลืนไปกับกาลเวลาในอดีต ไม่เป็นที่รู้จักหรือน่าจดจำหรือบางทีโลกก็ไม่เคยรู้ว่าเคยมีคนอย่างนี้อยู่ในโลก... ประวัติศาสตร์มีชีวิตกำลังดำเนินต่อไป สำหรับบางคนประวัติศาสตร์ถูกกลืนไปในกาลเวลา..ประวัติศาสตร์ของเขาคนนั้นเป็นสีดำ....
ค่ำคืนของวันที่31ธันวาคม เป็นการนับถอยหลังเริ่มปีใหม่ หลายคนรอคอยช่วงเวลาเข้าปีใหม่กันอย่างร่าเริง คืนที่ทั่วโลกสว่างไสวไปกับไฟประดับสีสันนานาชนิด พลุดอกไม้ไฟ หลากหลายดวงถูกจุด โลกกำลังดีใจ ลืมความเจ็บปวดไปชั่วขณะ หลายคนตื่น หลายคนดีใจ  ที่ตัวเองเข้าสู่ปีใหม่พร้อมกับคนหลายพันล้านคนทั่วโลก  ชีวิตใหม่ในปีใหม่หลายคนรู้สึกอย่างนั้น เราเดินทาง ทุกคนเดินทาง ชีวิตกำลังเดินไปข้างหน้าในการต้อนรับปีใหม่ หรือว่าเวลาชีวิตเรากำลังลดน้อยลง  เป็นคำถามของเวลา….
เลขหนึ่งเป็นความไฝฝันของการทำอะไรที่ต้องการแข่งขัน ที่หนึ่ง อันดับหนึ่ง เลขหนึ่งเป็นจุดสตาร์ทของหลักสิบหลักร้อย  วันที่หนึ่งของปีเป็นหลักเริ่มต้นของปฏิทิน ความสวยงามในเลขหนึ่งของปี บอกถึงความรู้สึกดี การเข้า การไปสู่ หรืออะไรทีกำลังเคลื่อนที่ไป ล้วนถูกทำให้มีความหวัง ในหลักชัยเสมอ  โลกเดินทาง คนเดินทาง เสียงหัวเราะและน้ำตา กำลังทำงานตามหน้าที่ของคนโดยผ่านความรู้สึกเหล่านั้นความดีใจเกิดขึ้นบนเลขหนึ่งในปฏิทินปีใหม่เสมอ และหลายคนกำลังร้องไห้
คนที่ตรวจสอบชีวิตเป็นคนที่ไม่ประมาทในชีวิต คนที่มีเป้าหมายคือคนที่รู้จักทางเดินของชีวิต คนที่อ่อนแอ ยากที่จะไปถึงเป้าหมาย คนที่แข็งแรงไม่ใช้คนกล้ามใหญ่แต่คนที่ยิ่งใหญ่ล้วนมีหัวใจที่เข้มแข็ง โลกกำลังสอนชีวิต บางครั้งสอนด้วยน้ำตา บางทีสอนด้วยชีวิตของคนที่เรารัก บางครั้งโลกเงียบจนได้ยินเสียงความเหงาในตัวเอง บางครั้งโลกสับสนจนดูวุ่นวาย โลกเป็นของคุณ แต่คุณไม่ใช่เจ้าของโลก คุณเติมสีสันได้...คุณเลือกทางเดินได้...คุณจะเป็นอะไรก็ได้.. ในโลกที่มันหมุนอยู่ในใจคุณ ....
จากใจคนทำหนังสือt-news Urbanites ปีใหม่แล้วเริ่มสิ่งใหม่ๆ รอยเท้าของเวลากำลังรอคุณเดินทางไปประทับในหลักชัยของคุณ...สวัสดีปีใหม่ครับ........

วันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ชวนคนไทยช่วยปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์







 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มีพระปฐมบรมราชโองการตอบเป็นภาษาไทยพระราชทานอารักขาแก่ประชาชนชาวไทยว่า เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ท่านทรงงานในการสร้างประโยชน์มากมายให้แก่มหาชนชาวสยาม  ท่านทรงตรงตากตำเหน็ดเหนื่อยพระวรกาย เพื่อให้คนไทยอยู่อย่างมีความสุขบนแผ่นดินของพระองค์ ไม่มีแผ่นดินไหนในประเทศไทย ที่ฝ่าพระบาทของพระองค์มิเคยเยียบย่ำ ท่านทรงเสียสละทุกๆอย่าง เสียสละความสบายส่วนพระองค์ท่าน เพื่อพสกนิกรชาวไทย ทรงงานหนักมาแทบทั้งชีวิต ท่านทรงปรารถนาแค่ว่า อยากให้ประเทศไทยและปวงชนของท่าน มีความสุข ปรองดอง สามัคคีกัน

ทุกวันนี้ มีคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่หวังดี มีพฤติกรรมจาบจ้วง ล่วงเกินก้าวร้าวพระมหากษัตย์ของปวงชนชาวไทย ดังที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบันตาม สื่ออิเทอร์เน็ต ตามเว็บบอดต่างๆที่เกิดขึ้นและค่อนข้างบ่อยครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สำหรับคนไทย  การที่มีคนไม่หวังดีกล้าจาบจ้วง ล้วงเกิน เหมือนเป็นการทำร้ายจิตใจคนไทยทั่วทั้งประเทศที่รักและเทอรทูนพระมหากษัตย์พระองค์นี้ โดยตรง แล้วเราคนไทยจะทำอย่างไรหาคำตอบได้ที่นี้....จากวงเสวนาเรื่อง ธรรมดีที่พ่อทำ  เราจะช่วยปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ได้อย่างไร
พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร อดีตหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ กล่าวว่า เรามาพบกันถึงเรื่องการปกป้องสถาบัน  อันที่จริงเราควรจะพูดถึงว่าสถาบันมีความสำคัญอย่างไรที่จะต้องปกป้อง 
คำว่าสถาบันนั้นหมายถึงสิ่งที่คนส่วนใหญ่ยอมรับ แล้วก็ยอมรับกันมาต่อเนื่อง มานมนาน  ชาติศาสนาและพระมหากษัตริย์ เป็นสถาบันทั้งสามอย่าง                  
คำว่าพระมหากษัตริย์ คือสถาบัน  ชาติ คือสถาบัน  ศาสนาคือสถาบัน สามอย่างนี้เป็นสิ่งคนไทยเรายอมรับนับถือไม่ใช่ว่ายอมรับนับถือเมื่อวานนี้หรือเมื่อหกสิบปีที่แล้ว แต่สำหรับเมืองไทยนั้นยอมรับนับถือกันมาอย่างน้อยๆประมาณเกือบแปดร้อยปีแล้ว เพราะฉะนั้นผมจึงไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องถามว่าทำไมจึงจะต้องปกป้อง
สิ่งเหล่านี้เป็น โดยอัตโนมัติ ของคนไทย เราควรจะตะหนักอยู่แล้วว่า ใครล่วงล้ำกล้ำเกินไม่ได้ อย่างที่ ถามผมว่า พฤติกรรมอย่างที่เกิดขึ้น เมื่อก่อนมีหรือเปล่า เมื่อก่อนก็มีครับ
คือคนที่มีความเห็นต่างจากคนอื่น มันมีมาทุกยุคทุกสมัย ระบบการปกครองที่เราเลือกในปัจจุบันนี้ คือการปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เป็นสิ่งที่คนไทยยอมรับนับถือ  แต่มันมีคนที่ไม่ยอมรับนับถือแล้วก็ไม่อยากจะใช้ มีมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว  
ท่านทั้งหลายคงจะคุ้นเคยกับคำว่า อนาธิปไตย พวกที่ไม่เอารัฐบาลอะไรทั้งสิ้น มีมาตั้งแต่โบราณเดี๋ยวนี้ก็ยังมีอยู่ แล้วผู้ที่อยากจะเห็นความปกครองแบบระบอบอื่นก็มีมาทุกยุคทุกสมัยเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นถามว่าการจาบจ้วงลวงเกินพระมหากษัตริย์นี้เมื่อก่อนมีหรือเปล่า...ขอตอบว่ามี แล้วก็มีมาในรูปแบบต่างๆ บางทีก็เขียนหนังสือบางครั้งก็ไปร้องตะโกนด่า เมื่อก่อนนี้จะไม่รู้สึกว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องใหญ่โตอะไร
เพราะเหตุว่า การแพร่กระจายในการล่วงล้ำก่ำเกิน ทำได้ไม่เร็ว เหมือนเดียวนี้    ขณะที่เราพูดกันอยู่ที่นี้ผมก็ไม่แน่ใจว่าใครกำลังถ่ายทอดจากโทรศัพท์ของท่านไปยังที่ไหนหรือเปล่า มันอาจจะโผล่ไปแล้วที่ยูทูบ โผล่ไปแล้วที่เฟสบุ๊ค ในขณะนี้ ชั่วเวลาไม่ถึง ห้านาที  มันจะข้ามโลกไปได้ทันที เพราะฉะนั้น สิ่งที่เป็นความชั่วก็ดี จะเป็นความดีก็ดี แพร่ได้เร็วกว่า
 เรากำลังพูดกันเรื่องแพร่ความชั่ว เมื่อก่อนถ้าเป็นหนังสือพิมพ์กว่าหนังสือพิมพ์จะวางตลาดจะใช้เวลานาน อย่างเก่งถ้าวางวันนี้พรุ่งนี้ถึงจะได้อ่าน แต่เดียวนี้ขณะนี้อาจมีคนฟัง มีคนดูเราอยู่ด้วย โดยสื่อในสมัยปัจจุบันนี้
เพราะฉะนั้นมันต่างกัน อย่างที่ ถามผมว่าเมื่อก่อนมันเหมือนสมัยนี้หรือเปล่า ผมของเรียนว่าเมื่อก่อนไม่ถึงขนาดนี้ ด้วยเหตุที่ว่า เป็นเรื่องต่างคนต่างทำ แล้วก็ไม่แพร่ไม่กระจายอย่างรวดเร็วถึงขนาดนี้ ... เวลานี้เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เป็นเรื่องต่างคนต่างทำ เป็นเรื่องที่มีขบวนการ รวมหัวกันเพื่อจะทำ แล้วก็ทำแล้ว ทำอีกทำซ้ำๆ ซากๆ แพร่ไปตรงโนนแพร่ไปตรงนี้
การแพร่ข่าวทาง อิเล็คทรอนิค สมัยนี้มันทำได้แนบเนียน ทำซ้อนทำซ้ำย้ายจากตรงนี้ไปทำตรงโนน หรือถ่ายทอดจากตรงนี้ไปสู่ตรงนั้นตรงนั้นรับช่วง ผมอยากจะพูดถึงพฤติกรรมที่ได้ผ่านมา มาในรูปความหยาบคาย แล้วก็ที่ว่าจาบจ้วงผมรู้สึกว่ายังเบาไป เพราะเหตุว่ามันสามารถที่ จะเอาพระบรมฉายารักษ์ พระฉายยารักษ์ไปดัดแปลงให้เป็นรูปอะไรที่มันยาบคาย ถ้อยคำก็ยาบคาย ภาพก็หยาบคาย แล้วก็ มีหลายคนเหมือนกันที่พูดทำนองว่าเราไม่ควรจะไปยุ่งวุ่นวายถ้าเฉยๆเสีย มันก็อาจจะลดลงไป  ไม่เป็นอย่างนั้นนะครับ
เพราะขณะนี้ เค้าใช้เทคนิคอย่างเดียวกันที่สมัยหนึ่ง สมัยที่เมืองไทยของเรามีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องคุกคามของคอมมิวนิสต์ คอมมิวนิสต์เป็นผู้ที่สร้าง การรุกด้วยการโฆษณาชวนเชื่อ แต่สมัยโนนการโฆษณาชวนเชื่อทำได้จากหนังสือบ้างจากวิทยุกระจายเสียงบ้าง โทรทัศน์ยังไม่ต้องพูดถึงเพราะมันไม่มี เดี๋ยวนี้สถานีวิทยุโทรทัศน์ มีจนผมนับไม่ถ้วน  
เพราะฉะนั้นมันทำได้กว้างขวางกว่าซ้ำซากกว่า เมื่อเป็นเรื่องของการประสงค์ไปด้วยกับการปลุกระดมเพื่อจะให้เข้าใจผิด หลายๆครั้งเข้า ก็เหมือนกับนักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซียที่ เป็นเจ้าของทฤษฎี เคาะกะลา ให้หมานึกว่าเป็นอาหาร เค้ากำลังใช้เทคนิคอันนี้กับคนไทย จะเห็นว่ามีคนที่หลงเชื่อไปเป็นจำนวนไม่น้อย เมื่อไม่กี่วันมานี้ผมอ่านข่าวพบว่าคนไทยอายุ หกสิบแล้ว ยังถูกจับ ศาลลงโทษ ฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ คนอายุหกสิบแก่ทันที่จะรู้จักพระเจ้าอยู่หั ว
แล้วก็หลงเชื่อ ถามว่าอะไรทำให้เค้า หลงเชื่อ การย้อมความคิด การย้อมสมองของคนไทยขณะนี้ กำลังทำกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันแล้วก็ทำอย่างต่อเนื่องนี้คือสิ่งเมืองไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญอยู่ 
รูปแบบของพฤติกรรมอันไม่ดีดูน่ากลัวขึ้น พสกนิกรชาวไทยควรจะมีท่าทีในการต่อต้านสิ่งเหล่านี้ อย่างไรบ้าง
 ผมคิดว่าการต่อสู่กับความเท็จ ต้องต่อสู้ด้วยความจริงสิ่ง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงทำตั้งแต่ท่านคลองราชย์มาจนกระทั่งถึงวันนี้ ทำมาโดยต่อเนื่องสม่ำเสมอ ท่านทรงทำอะไรก็ตามอยู่ในสายตาของคนไทยมาโดยตลอดขณะนี้ถึงแม้ว่าจะทรงพระประชวนอยู่ เสด็จออกไปไหนมาไหนไม่ได้ พระเจ้าอยู่หัวยังทรงงานอยู่นะครับ ที่ โรงพยาบาลศิริราช ยังทรงงานอยู่ทุกวัน ใครที่สนใจอยากจะรู้ว่าพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้ทรงทำอะไรบ้าง ค้นคว้าหาอ่านหาศึกษาได้มากมาย ถ้าใครที่ใช้อินเตอร์เน็ตเพียงแค่คีย์คำว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือ พระราชกรณียกิจ จะพบว่าเอาเท่าไรก็ได้ เว็บไซด์ที่ทำเกี่ยวกับเรื่องนี้มีมากมายเหลือเกิน เอกสารก็มีเยอะมาก สิ่งที่คนไทยควรจะทำก็คือว่า ควรจะสนใจศึกษาเรื่องนี้ให้มาก
พ่อแม่ผู้ปกครองต้องพูดกับลูกกับหลานเล่าให้ฟังว่าในหลวง ทรงทำอะไรบ้าง ที่เป็นประโยชน์ให้แก่บ้านเมืองเรา ที่ทรงทำนั้นมากมายมหาศาล
ผมเองมีเวลาประมาณสิบสองปีทีได้เข้าไปรับใช้พระยุคลบาท ผมเข้าไปอยู่ใกล้ชิดพระยุคคลบาท ผมเข้าไปในฐานนะนายตำตรวจสำนักประจำ จะต้องตามเสด็จทุกแห่งที่เสด็จ เพราะฉะนั้นผมเป็นพยานบุคคล บอกได้เลยว่า ชั่วเวลาสิบสองปีที่ผมรับใช้ท่านอยู่ พระเจ้าอยู่หัวของเราองค์นี้ไม่ได้ทรงทำอะไรเพื่อคนอื่นเลยนอกจากเพื่อคนไทยเท่านั้น พูดเป็นภาษาคน บอกว่าหายใจออกมาเป็นประชาชนคนไทย
ไม่ทรงพักผ่อน เพราะไม่ทรงพักผ่อน ท่านทรงตากตรำพระวรกายมากจึง ทรงพระประชวนอย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ รับรองได้ครับว่า พระเจ้าแผ่นดินเมืองไหนเมืองไหนก็ไม่ได้ทำอย่างพระเจ้าอยู่หัวของเรา ฝรั่งที่เคยตามเสด็จกับผมอยู่ไม่นานได้ปรารภกับผมบอกว่าพระเจ้าแผ่นดินอย่างของยูมี พระองค์เดียวในโลก นี้มาจากปากของชาวต่างประเทศเพราะฉะนั้นอะไรที่เราควรจะทำเราควรจะต้องศึกษา ศึกษาแล้วต้องไม่อยู่เฉยๆด้วยต้องเผยแพร่สิ่งที่พระองค์ทรงทำไว้ให้กับคนไทยทั่งประเทศ
อันนี้เป็นการตอบโต้ความเท็จที่ดีที่สุด คนที่หลงเชื่อไปกลายเป็นหมาที่ถูกเคาะจานเปล่าให้ฟังแล้วนึกว่ามีอาหาร มันเป็นอาการที่จะมีอยู่สักชั่วระยะหนึ่ง ถ้าหากว่าความจริงปรากฏกว้างและทั่วถึงกว่าในไม่ช้าความเท็จเหล่านี้มันไร้ค่าไปเอง นี้เป็นวิธีหนึ่งที่ผมว่าเราควรจะต้องทำกัน ความเท็จเอาชนะได้ด้วยความจริง
นั้นคือพยานบุคคล บุคคลที่รับใช้พระองค์ท่านอย่างใกล้ชิด  อาจารย์ประมวล รุจนเสรี ที่เขียนหนังสือพระราชอำนาจ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยกล่าวว่า ประเด็นที่เราจะพิทักษ์ ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างไร ผมอยากจะสะท้อนออกมาในฐานะที่เป็นข้าราชการประจำ กว่า30ปี เคยตามเสด็จ ผมกล้ากล่าวได้เต็มปากว่าสถาบันนี้เป็นสถาบันทางการเมืองเพียงสถาบันเดียวที่มีการพัฒนา บทบาทของตัวเอง  ภารกิจของตัวเอง ไปกาวหน้าไกลกว่าสถาบันทางการเมืองอื่นๆในประเทศไทย เพราะว่าพระเจ้าอยู่หัวของเราพระองค์นี้ ท่านทรงวางพระองค์ไว้อยู่ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ ทรงเป็นพระประมุขจริง แต่ขณะเดียวกันท่านไม่ได้มีทรงพระราชอำนาจอะไรมากล้นเลย กลับต้องใช้ทรงวิริยะอุตสาหะใช้ธรรมะขั้นสูง ชูให้ประชาชนเห็นว่า ท่านยังจะเป็นพระเจ้าแผ่นดินของพวกเราโดยมุ่งที่ประโยชน์สุขของมหาชน นั่นคือเป้าหมายสุดท้ายที่ท่านกำหนดไว้
ในฐานะพระประมุขของชาติ แล้วขณะเดียวกันท่านก็กำหนดวิธีทำงานไว้ด้วยว่าปกครองโดยธรรม ซึ่งประกาศเจตนารมของท่าน ต่อหน้ามหาสมาคม เมื่อเป็นอย่านี้แล้วท่านจะทำอย่าไรให้เกิดประโยชน์สุข ท่านทรงรับสั่ง ทรงแนะนำ ทรงอะไรต่างๆหลายรูปแบบ ตั่งแต่เรื่องของ เศรษฐกิจพอเพียง เรื่องรู้รักสามัคคี เรื่องทฤษฎีใหม่  ท่านเฝ้ารับสั่งสิ่งเหล่านี้มาโดยตลอด แล้วท่านเย้าว่าที่พูด ที่พูดปีนี้น่าจะเกิดผลอีกสามปีข้างหน้า ท่านจะเย้าพวกเราอย่างนั้น
นั้นก็หมายความว่าอย่างไร  ท่านทรงวิริยะอุสาหะมากที่จะเอาสิ่งดีๆ มาบอกพวกเรา มานำพวกเราแต่พวกเราไม่คอยมีจิตสำนึกหรือมีความสำนึกที่ จะสนองต่อพระองค์ท่านมากมายนัก
คนที่มีความคิดทางการเมืองตรงกันข้าม คำว่าตรงกันข้ามหมายความว่า ไม่อยากจะไห้มีระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตร ทรงเป็นประมุข เขาก็เริ่มใช้ สื่อ ใช้ความรู้  ความพยายาม  ใช้พวก ใช้คนของเขา ขยายความคิด ไปสู่ประชาชน มีทั้งการจาบจ้วง ล่วงละเมิดหลายๆอย่าง เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว เราจึงได้พบข้อมูลข่าวสารที่น่าตกใจ ตามชนบทหลายๆแห่ง วันนี้ เขาเอาพระบรมฉายยารักษ์ออกแล้ว วันนี้มีหลายๆแห่งเกิดขึ้นแล้ว แล้วก็กำลังแพร่ขยายออกไปเร็วๆขึ้น แล้วสิ่งที่จะทำลายความรู้สึกประชาชนที่มีความจงรักภักดี  ได้ดีที่สุดก็ไม่มีอะไรกว่าการ ให้ร้ายป้ายสี
 แม้ว่าในรัฐธรรมนูญของเราที่เขียนไว้ว่าองค์พระมหากษัตริย์ ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดไม่ได้ แม้จะเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่จิตใจคนช่วงหลังนี้ที่ถูกชักชวนไป ทำให้เกิดความหลงผิดไปนั้น ไม่มีคำว่าเคารพสักการะ และจะพยายามจะละเมิดให้ได้ ทั้งๆที่กฎหมายอายาก็มีบทบัญญัติว่าด้วยความผิดที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ แล้วมีมาตรา112 ที่บอกว่าจะกล่าวโทษไม่ได้จะละเมิดไม่ได้ มีกำหนดโทษสูงแต่สิ่งเหล่านี้ผมเรียนว่า มันก็เกิดมากขึ้นๆ แล้วทำไมมันจึงเกิดมากขึ้น
มันก็สะท้อนให้เราเห็น รัฐบาล ได้เอาใจใส่แก้ไข้สิ่งเหล่านี้หรือเปล่า ผมว่าถึงเวลาแล้ว ถ้าประชาชนของเราตื่น เราเริ่มจากคนในห้องนี้ก่อน เราตะหนักดีแล้วใช่ไหมว่าพระเจ้าอยู่หัวมีพระองค์นี้ เป็นที่รักยิ่งที่สุด เป็นที่เคารพสักการะยิ่งของพวกเรา ถ้าเรารู้ อย่ารู้คนเดียวขยายไป ครอบครัวของเรา เพื่อนเรา พี่น้องเรา ญาติเรา ออกไปสู่สังคมภายนอกให้กว้าง  วันนี้ผมเสียใจมากเหลือเกินทุกคนหลงทิศหลงทาง หลงเงิน  หลงวาจา จนกระทั่งหลงผิด
พ.ต.อ. ญาณพล ยั่งยืน รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) กระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า มันมีหลายอย่าง ที่เราจะต่อสู้และปกป้องท่าน เราต้องสู่อย่างมีสติ แล้วก็อย่าใช้อารมณ์ ถ้าเกิดว่ามีข้อความหมิ่นในหลวง เราไม่ต้องตอบโต้โดยเปิดเผย ไม่ต้องกด Like ไม่ต้องไปด่าไม่ต้องอะไรทั่งนั้น แล้วเอามารายงานส่งเฉพาะคนที่ควรรายงาน ไม่ใช่เมล์ส่งไปให้คนอีกร้อยคน มัน สเหมือนเราเองเป็นคนกระตุ้นสิ่งนี้ให้อื่นได้รับรู้มากขึ้น เพราะฉะนั้นควรส่งรายงานให้ (ดีเอสไอ) ที่  http://www.dsi.go.th แค่นั้นพอแล้ว  แต่จริงๆแล้วคนบางกลุ่ม เค้าก็ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นเราอย่าผักให้คนกลุ่มนี้ไปอยู่มุมนั้นเลย...
ผู้เชี่ยวชาญเผย สถิติฟ้องหมิ่นฯ ปีที่ผ่านมาเฉียด 500 ราย เท่าเยอรมันเมื่อ 120 ปีที่แล้วเดวิด สเตร็คฟัสเปิดเผยข้อมูลการเพิ่มขึ้นของคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยอ้างอิงข้อมูลของศาลยุติธรรมของไทยว่า ในปีที่ผ่านมา (2553) มีการฟ้องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญาจำนวนทั้งสิ้น 478 คดี เพิ่มขึ้น
“...วันที่ 19 สิงหาคม 2489 วันนี้ถึงวันที่เราจะต้องจากไปแล้วพอถึงเวลาก็ลงจากพระที่นั่งพร้อมกับแม่ ลาเจ้านายฝ่ายใน ณ พระที่นั่งชั้นล่างนั้นแล้วก็ไปยังวัดพระแก้วเพื่อนมัสการลาพระแก้วมรกตและพระภิกษุสงฆ์ลาเจ้านายฝ่ายหน้าลาข้าราชการทั้งไทยและฝรั่ง แล้วก็ไปขึ้นรถยนต์ พอรถแล่นออกไปได้ไม่ถึง 200 เมตรมีผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาหยุดรถแล้วส่งกระป๋องให้เราคนละใบราชองครักษ์ไม่แน่ใจว่าจะมีอะไรอยู่ในนั้น บางทีจะเป็นลูกระเบิดเมื่อมาเปิดดูภายหลังปรากฏว่าเป็นทอฟฟี่ที่อร่อยมาก ตามถนนผู้คนช่างมากมายเสียจริงๆ ที่ถนนราชดำเนินกลางราษฎรเข้ามาใกล้จนชิดรถที่เรานั่ง กลัวเหลือเกินว่าล้อรถของเราจะไปทับแข้งทับขาใครเข้าบ้าง รถแล่นฝ่าฝูงคนไปได้อย่างช้าที่สุด ถึงวัดเบญจมบพิตร รถแล่นเร็วขึ้นได้บ้าง ตามทางที่ผ่านมา ได้ยินเสียงใครคนหนึ่งร้องขึ้นมาดังๆว่า อย่าละทิ้งประชาชนอยากจะร้องบอกเขาลงไปว่า ถ้าประชาชนไม่ ทิ้งข้าพเจ้าแล้วข้าพเจ้าจะ "ละทิ้ง" อย่างไรได้ แต่รถวิ่งเร็วและเลยไปไกลเสียแล้ว..." พระราชนิพนธ์บันทึกประจำวันบางส่วนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว